Prompong 的个人资料< เอี่ยม @ ทหารเอกของเจ้...照片日志列表更多 工具 帮助

Pakawanwong Prompong

职业
地点
兴趣
此共享空间没有音乐列表。

< เอี่ยม @ ทหารเอกของเจ้าหญิง & Instrumental - ไม้ขีดไฟก้านน้อยเดียวดาย # Philophobic >

ผลงานของเอี่ยมได้รับการตีพิมพ์แล้วนะครับ ติดตามได้ในนิตยสาร mars ฉบับเดือนกันยายน 2552 (Vol. 83) หน้าปกดิว อริสรา หน้า 82
10月21日

บอย พีซเมกเกอร์ - ความอ่อนแอ performed by kapymod & เอี่ยม

บอย พีซเมกเกอร์ - ความอ่อนแอ performed by kapymod & เอี่ยม

 
10月19日

อาบน้ำหน้าเสาธง!

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร mars ฉบับเดือนกันยายน 2552 หน้า 82
Online: http://www.marsmag.net/s1000_obj/front_page/page/61.html?content_id=3781

หมายเหตุ: เชื่อว่าด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง (โดยเฉพาะพื้นที่หน้ากระดาษ) กองบรรณาธิการจึงได้ตัดทอนและเปลี่ยนแปลงข้อความบางส่วนในฉบับตีพิมพ์ ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นต้นฉบับครับ



อาบน้ำหน้าเสาธง!

เรื่องและภาพโดย พรหมพงศ์ ภควันต์วงศ์

ชื่อ: พรหมพงศ์ ภควันต์วงศ์
อายุ: 20 ปี
มัธยมศึกษาตอนปลาย: โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
ปัจจุบัน: นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ University of Missouri

สมัยท่านผู้อ่านอยู่ ม.ปลาย ท่านผู้อ่านทำอะไรที่หน้าเสาธงกันบ้างครับ?

เข้าแถวเคารพธงชาติ พบปะพูดคุยกับเพื่อนๆ โรงเรียนไหนที่แคบหน่อยก็มีการเล่นกีฬาด้วย

แต่ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านต้องไม่เคยทำสิ่งที่ผมกับเพื่อนๆทำแน่นอน

อาบน้ำหน้าเสาธง!

ครับ ตามนั้นแหละครับ อ่านไม่ผิดหรอกครับ

ย้อนไปเมื่อต้นปี 2547 สมัยนั้นผมยังอยู่ ม.ปลาย โรงเรียนผมในสมัยนั้นยังไม่หรูหราแบบที่ท่านผู้อ่านเห็นกับตาหรือเห็นตามสื่อทั่วไป เพราะศูนย์กีฬายังสร้างไม่เสร็จ นักเรียนเลยต้องเล่นทั้งฟุตบอล บาสเกตบอล และวอลเลย์บอลที่หน้าเสาธง เพราะหอพักชายก็ยังสร้างไม่เสร็จ นักเรียนชายเลยต้องขอแบ่งตึกที่เป็นหอพักหญิงปัจจุบันมา 1 หลังเพื่ออาศัยนอนห้องละ 12 คนไปก่อน ใช่แล้ว! โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนประจำ

เหตุเกิดเมื่อตอนปิดเทอมใหญ่ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านตามภูมิลำเนา มีบางส่วนที่ต้องเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการ และมีส่วนน้อยมากที่ต้องเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการโดยต้องขออาศัยหอพักโรงเรียนอยู่ เพราะบ้านอยู่ไกลจากค่าย แน่นอนว่าผมเป็นหนึ่งในนั้น

อยู่มาวันหนึ่งผมและเพื่อนๆเดินทางกลับมาจากค่าย กว่าเราจะได้เข้าหอก็ค่ำแล้ว เมื่อมาถึงหออาจารย์ก็แจ้งให้พวกเราทราบว่า จะมีช่างเข้ามาปรับปรุงหอพักที่พวกเราอยู่ ดังนั้นอาจารย์จะทำการปิดหอปัจจุบันและให้พวกเราย้ายไปอยู่หอพักชายใหม่ได้เลย

ระหว่างที่พวกเราเก็บของเพื่อเตรียมย้ายหอนั้น พวกเราก็พูดคุยกันไปต่างๆนานาว่าพวกเราเป็นนักเรียนกลุ่มแรกที่ได้ใช้หอใหม่ ข้างในหอใหม่จะสวยหรูเหมือนข้างนอกหรือเปล่า แต่เมื่อเราเดินเข้าไปถึงหอใหม่เราก็พบกับสภาพของหอใหม่ ที่ภายในยังมีฝุ่นจับทั่วทุกบริเวณ อุปกรณ์ก่อสร้างยังมีวางระเกะระกะให้เห็น พัดลมใช้การไม่ได้ หน้าต่างก็ยังไม่ติดมุ้งลวด พวกเราจึงจำเป็นต้องทำความสะอาดหอพักจนดึกเพื่อจะได้นอนได้ในคืนนั้น พร้อมกับทำใจแล้วว่าคืนนี้คงต้องนอนตากยุง เพราะหน้าต่างไม่มีมุ้งลวด จะปิดหน้าต่างก็กลัวว่าจะหายใจกันไม่ออก แต่ยังไม่ทันจะทำใจได้ เพื่อนของผมก็มาแจ้งข่าวร้ายให้ทราบว่าหอพักใหม่ของพวกเรา...ไม่มีน้ำ!

ที่เพื่อนของผมไม่ใช้คำว่าน้ำไม่ไหล ก็เพราะเมื่อพิจารณาจากร่องรอยอารยธรรมแล้ว นอกจากจะไม่มีน้ำไหลจากก๊อกแล้ว ทั้งอ่างล้างหน้าและพื้นห้องน้ำ ยังไม่มีร่องรอยว่าเคยสัมผัสน้ำมาก่อน (ซึ่งอาจารย์ก็มาเฉลยภายหลังว่า ยังไม่ได้เดินระบบน้ำประปาเข้าไป) แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีล่ะ นอนตากยุงพอทนได้ นอนโดยไม่ได้อาบน้ำสีฟันก็ยังพอไหว แต่พวกเราจะไม่ยอมออกไปพบปะผู้คนที่ค่ายโอลิมปิกโดยไม่อาบน้ำสีฟันให้เสียชื่อลูกมหิดลโดยเด็ดขาด!

ผมและเพื่อนๆประชุมเครียดกันทันทีว่าพรุ่งนี้เราจะไปอาบน้ำกันที่ไหน เราไม่สามาถเข้าไปอาบน้ำในหอเก่าของเราได้ เพราะหอพักปิดปรับปรุง จะไปขอนักเรียนหญิงใช้ห้องน้ำก็คงไม่เหมาะ พวกเราเคยได้ยินเรื่องที่รุ่นพี่ไปอาบน้ำที่ห้องน้ำของตึกเรียนเวลาน้ำที่หอไม่ไหล หรือไม่ก็อาบน้ำในห้องทดลองเคมีเวลาขี้เกียจกลับมาอาบน้ำที่หอ (ในห้องทดลองเคมีจะมีฝักบัวไว้สำหรับล้างตัวเวลาเกิดอุบัติเหตุ) แต่ถ้าเรารอตึกเรียนเปิดในตอนสายๆ พวกเราก็จะไปเรียนกันไม่ทัน ในขณะที่พวกเราคิดจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันอยู่นั้น ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ที่บริเวณหน้าเสาธงจะมีก๊อกน้ำต่อสายยางอยู่อันหนึ่งที่ภารโรงใช้รดน้ำต้นไม้ และผมแอบใช้ล้างหน้าล้างตาหลังเล่นกีฬาเสร็จ

ผมเอาก๊อกน้ำดังกล่าวเข้าที่ประชุมในทันที ที่ประชุมอนุมัติในหลักการ แต่ขั้นตอนการปฏิบัตินั้นจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะถ้าอาจารย์หรือยามรักษาความปลอดภัยจับได้ว่าพวกเราทำเรื่องพิเรนทร์แบบที่พวกเราคิดจะทำนี่ล่ะก็ เรื่องคงลงเอยไม่ดีแน่ (แต่การไปเรียนหนังสือโดยไม่ได้อาบน้ำสีฟันมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกันนี่นา) พวกเราคาดการณ์กันว่า พรุ่งนี้เช้าหอน่าจะเปิดให้พวกเราออกไปได้ตอนตีห้าครึ่ง พระอาทิตย์น่าจะขึ้นประมาณหกโมงสิบห้า พวกอาจารย์น่าจะเข้าทำงานประมาณ 7 โมง ส่วนเรื่องนักเรียนหญิงไม่ต้องกังวลมากเท่าไหร่ เพราะนักเรียนหญิงโรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ตื่นสายเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว คงตื่นไม่ทันมาเห็นพวกเราอาบน้ำกันหรอก

วันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง โดยมีตุ่มตามแขนขาเต็มไปหมด และมียุงที่อุตส่าห์บินขึ้นมาถึงชั้น 6 เพื่อมากินเลือดพวกเราจนอิ่มแปล้หลายสิบตัวบินเรี่ยพื้นห้อง แต่เราไม่มีเวลาจะมาสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ เพราะมีภารกิจที่สำคัญกว่ารอเราอยู่

พวกเรา นำโดยผม คณิตศาสตร์โอลิมปิกในกางเกงฟุตบอล ตามด้วยเพื่อนของผม ฟิสิกส์โอลิมปิกในผ้าขาวม้าและคณิตศาสตร์โอลิมปิกในกางเกงในสีขาวแนบเนื้อ ทุกคนถือสบู่ แชมพู แปรงสีฟันครบมือ ค่อยๆย่องออกมาจากหอ ใช้ทักษะรด.หลบยามจนมาถึงก๊อกน้ำหน้าเสาธง เป็นโชคดีของพวกเราด้วยที่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นยามจะเน้นตรวจตรารอบรั้วโรงเรียนมากกว่า พวกเราอาบน้ำ สระผม สีฟันกันด้วยความรวดเร็วและคอยมองไปรอบๆว่ามีใครมองเห็นพวกเราหรือไม่ เพราะนอกจากบริเวณหน้าเสาธงจะสามารถมองเห็นได้จากแทบทุกบริเวณของโรงเรียนแล้ว อาจมีคนได้ยินเสียงที่(พยายามทำให้)เบามากๆของพวกเราท่ามกลางความเงียบของตอนฟ้าสางได้

แต่ภารกิจของพวกเราก็สำเร็จลุล่วง พวกเราทำภารกิจส่วนตัวจนเสร็จและกลับขึ้นหอไปแต่งตัวไปเรียนหนังสือได้อย่างเรียบร้อย โดยทิ้งน้ำให้เจิ่งนองบริเวณหน้าเสาธงให้เป็นที่สงสัยของผู้คนที่ผ่านไปมาว่า เมื่อคืน(เช้า)มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

หลังจากนั้นไม่นานระบบสาธารณูปโภคในโรงเรียนเราก็พัฒนาขึ้นมาก จึงไม่ต้องมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆของพวกเรามาประสบชะตากรรมแบบพวกเราอีก ถึงแม้เรื่องที่จะเกิดขึ้นจะเป็นความลำบากของพวกเรา แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปทีไรก็จะรู้ว่าเรื่องเหล่านี้แหละ คือสีสันในชีวิตนักเรียนม.ปลาย ที่ใครๆก็ว่าเป็นช่วงชีวิตที่สนุกที่สุด
8月24日

HERO: อัยการคนใหม่มาแล้วครับ (No. 1)

เมื่อวันที่ 8 มกราคม เวลา 8 นาฬิกาตรงเป๊ะ (ยืนยันว่าเป๊ะจริงๆ) เหล่าอัยการและตำรวจยาตราทัพ (ใช้คำว่ายาตราทัพ เพราะมากันหลายสิบคนและเดินแถวตอนเรียงสอง) เข้าไปจับกุมสส.มิซากิถึงในบ้านพักของเขาใจกลางกรุงโตเกียว สถานีโทรทัศน์แทรกรายการปกติด้วยการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อีกด้านหนึ่ง เหล่าอัยการและตำรวจยาตราทัพเข้าตรวจค้นบริษัทของไคโอ เคนเซทสึและขนเอกสารนับร้อยลังไปตรวจสอบ สถานีโทรทัศน์แทรกรายการปกติด้วยการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน

อีกมุมหนึ่ง ชายในชุดยีนส์กำลังง่วนกับการทำความสะอาดและขนของเข้าบ้านใหม่ และยกแอปเปิ้ลให้เป็นของกำนัลแก่พนักงานขนของ (มาถึงตรงนี้ผมสันนิษฐานว่า ละครต้องการจะบอกว่าชายคนนี้เพิ่งมาจากอาโอโมริ เพราะที่นั่นแอปเปิ้ลขึ้นชื่อมาก) จากนั้นก็หันมาตบทีวีที่ไม่ทำงาน ก่อนจะสังเกตว่ายังไม่ได้เสียบปลั๊ก จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งซื้อของที่กำลังโฆษณาทางทีวี

ชายคนนี้ชื่อคุริว โคเฮ

เชื่อเถอะครับ ว่าทั้งหมดที่ผมเล่ามา มันเป็นเรื่องเดียวกัน

--

วันรุ่งขึ้น คุริวเข้าสำนักงานแต่เช้า นั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่น่าเสียดายที่ไม่มีอัยการหรือผู้ช่วยอัยการคนไหนคิดว่าเขาเป็นอัยการเลย เมื่อทุกคนเข้ามาถึงในสำนักงานก็ต่างนินทาอัยการคนใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าข้ามหัวคุริวอย่างสนุกปาก ทุกคนต่างพากันคิดว่าเขาเป็นช่างซ่อมทีวี เพราะเขากำลังง่วนอยู่กับการซ่อมทีวี (ด้วยการตบอีกแล้วครับท่าน) และเมื่อมาถึงประเด็นที่ว่า อัยการคนใหม่มาจากอาโอโมริ น่าจะเอาแอปเปิ้ลมาฝาก คุริวก็หยิบตะกร้าแอปเปิ้ลขึ้นมา ทำเอาทุกคนหน้าเหวอไปเลย

ทุกท่านคงสงสัยว่า ทำไมเพื่อนร่วมงานของคุริวถึงมีตาหามีแววไม่ มองไม่ออกเชียวหรือว่าคุริวเป็นอัยการคนใหม่ ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาตาถั่วหรือเปล่า แต่เมื่อมาถึงฉากที่อามามิยะเข้ามาแนะนำตัวกับคุริวในฐานะผู้ช่วยของคุริว ผมก็แน่ใจแล้วว่าพวกเขาไม่ได้ตาถั่ว

ไม่มีส่วนไหนในร่างกายของคุริวดูเหมือนอัยการเลยแม้แต่น้อย คุริวมีหน้าตาคมเข้ม ผิวคล้ำเหมือนคนกรำแดด ผมยาวเป็นรากไทร และที่สำคัญคุริวไม่ใส่สูทผูกไทเหมือนอัยการคนอื่น แต่กลับแต่งตัวตามสบาย ใส่เสื้อยืดสกรีนสีขาว กางเกงยีนส์ มีเสื้อนอกยีนส์ผูกอยู่ที่เอว (ทำให้เข็มประดับของอัยการที่อยู่ที่ปกเสื้อไปอยู่ที่เอว) ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามาดูจะเป็นที่รำคาญสายตาของอามามิยะไม่น้อย เมื่ออามามิยะถามว่าคุริวเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไหน ก็ได้รับคำตอบชวนอึ้งว่า คุริวไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย เขาเรียนไม่จบม.ปลายด้วยซ้ำ แต่อาศัยอ่านหนังสือเองจนสอบเข้าเป็นอัยการได้ และแล้วอามามิยะก็หมดความอดทนเมื่อคุริวบอกว่า เขาแต่งตัวแบบนี้มาทำงานเป็นปกติอยู่แล้ว

"นอกจากการแต่งตัวของเขาจะแย่มากแล้ว เขายังดูเป็นคนไม่จริงจังและไม่มีเกียรติภูมิของอัยการเลยแม้แต่น้อยค่ะ" อามามิยะวีนแตกใส่หัวหน้าแผนกอุชิมารุ

เป็นเรื่องน่าตลก ที่กะเรื่องแค่นี้คนเราด่วนตัดสินกันไปถึงขนาดว่าไม่มีเกียรติภูมิ ผมถึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมสังคมถึงมีคนจำพวกโดนคนใส่สูทหลอกได้ง่ายๆ และมียามของมหาวิทยาลัยบางแห่งห้ามนักศึกษาชายใส่กางเกงขาสั้นคลุมเข่าเข้าห้องสมุด แต่ให้นักศึกษาหญิงใส่กระโปรงสั้นเสมอจ_เข้าได้

"อ้าว ก็เมื่อกี้ก่อนจะเจอเขาเธอเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ เธอจะไม่ให้โอกาสเขาหน่อยเหรอ เขาเพิ่งย้ายมาจากอาโอโมริมาประจำที่โตเกียวนี่ แสดงว่าต้องมีฝีมือแหละน่า อดทนไปก่อนละกัน" อุชิมารุตอบไปอย่างนั้น

แล้วก็ได้เวลาทำงาน ตอนนี้คดีที่ใหญ่ที่สุดในสำนักงานตอนนี้ซึ่งอัยการทุกคนต้องรับผิดชอบและมีหัวหน้าแผนกเป็นผู้สอบปากคำก็คือคดีที่สส.มิซากิตกเป็นผู้ต้องสงสัยรับเงินสินบนจากไคโอ ทว่ามิซากิมีหลักฐานภาพถ่ายยืนยันชัดเจนว่า ในวันที่เกิดเหตุรับสินบนนั้น เขาและครอบครัวไปล่องเรือยอชท์อยู่กลางมหาสมุทร ภาพถ่ายเป็นภาพที่ถ่ายจากหัวเรือยอชท์และมีสมาชิกทุกคนของครอบครัวอยู่ในรูปรวมทั้งตัวเขาเองด้วย

แน่นอนว่ามิซากิอาจจะโกหกแต่เป็นหน้าที่ของอัยการที่จะต้องหาหลักฐานมาหักล้างให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถเอาผิดกับมิซากิได้และก็ต้องปล่อยตัวเขาไป และที่สำคัญสำนักงานอัยการจะเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โทษฐานจับคนที่ไม่มีความผิด

อย่าลืมว่าในกระบวนการยุติธรรมต้องถือว่าผู้ต้องสงสัยนั้นบริสุทธิ์ (สามารถปักตะไคร้ได้ ไม่ใช่โว้ย!!) จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิดจริง อัลบัส ดัมเบิลดอร์ก็เคยบอกไว้ (บอกไว้ตอนไหน ใครตอบได้มีรางวัลให้ครับ)

ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องไปไกลกว่านี้ มาทบทวนกระบวนการยุติธรรมกันสักหน่อยนะครับ

หลังจากที่ตำรวจจับผู้ต้องสงสัยได้และทำการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยในเบื้องต้นแล้ว หลักฐานทั้งหมดจะถูกส่งมาที่อัยการและอัยการก็จะสอบปากคำผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติม (โดยปกติแล้วอัยการจะไม่ทำการสืบสวนเองเพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคดีใหญ่ๆอย่างนักการเมืองทุจริต) จากนั้นอัยการจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าคดีมีมูลหรือไม่ ถ้ามีมูลอัยการก็จะส่งฟ้องต่อศาลและผู้ต้องสงสัยก็จะกลายเป็นผู้ต้องหา ถ้าไม่มีมูลอัยการก็จะสั่งไม่ฟ้องและผู้ต้องสงสัยก็จะถูกปล่อยตัว ในระหว่างสอบปากคำอัยการสามารถขออำนาจฝากขังผู้ต้องสงสัยได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

"คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูดและคุณมีสิทธิ์แต่งตั้งทนาย" นี่คือคำพูดที่อัยการต้องพูดกับผู้ต้องสงสัยทุกครั้งก่อนเริ่มสอบปากคำ

คราวนี้มาดูคดีที่คุริวดูแลบ้่างดีกว่า มันคือคดีโจรขโมยชุดชั้นในผู้หญิง

เรื่องมีอยู่ว่าสาวๆหลายคนแจ้งความกับตำรวจว่าชุดชั้นในที่ตากไว้ถูกขโมยไป เมื่อวันที่ 8 มกราคม (เมื่อวานนี้) ตอน 8 โมงเช้าตำรวจพบเห็นชายคนหนึ่งขี่จักรยานและดึงชุดชั้นในไปจากราวตากผ้า ตำรวจไล่ตามคนร้ายไป คนร้ายทิ้งจักรยานและออกวิ่งลงบันได เลขทะเบียนของจักรยานนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย และเมื่อไปตรวจค้นบ้านก็พบชุดชั้นในผู้หญิงใช้แล้วจำนวนมาก ดูเหมือนผู้ต้องสงสัยคนนี้จะทำผิดจริงอย่างแน่นอน เพราะตัวผู้ต้องสงสัยก็มีประวัติก่อคดีลวนลามผู้หญิงมาแล้วด้วย

"ก็ผมบอกไปแล้วไงว่าจักรยานผมถูกขโมยไปก่อนหน้านั้น" ผู้ต้องสงสัยแก้ตัว
"แล้วคุณได้ไปแจ้งตำรวจหรือเปล่า" อามามิยะยิงคำถาม
"มันไม่เห็นจะเกี่ยวเลย" ผู้ต้องสงสัยตอบ
"คุณนี่โกหกไม่เก่งเลยนะ" อามามิยะว่าต่อ
"ผมไม่ได้โกหกนะ ตอนนั้นผมอยู่บ้าน"
"พิสูจน์ได้ไหม"
"ผมนั่งดูทีวีอยู่"
"นั่นไม่เพียงพอหรอก"
"ผมอัดวิดีโอไว้ด้วย การ์ตูนเริ่มตอนแปดโมงเช้า ผมอัดทุกวัน"
"คุณอาจจะใช้เครื่องตั้งเวลาอัดก็ได้นี่"
"ผมใช้เครื่องตั้งเวลาเป็นที่ไหนเล่า"
"หยุดโกหกได้แล้ว" อามามิยะขึ้นเสียงพร้อมทุบโต๊ะดังปัง ทำเอาตกอกตกใจกันหมด

สำหร้บชุดชั้นในใช้แล้วที่พบในบ้าน ผู้ต้องสงสัยก็บอกว่าเป็นชุดชั้นในที่เขาสั่งซื้อมาจากร้าน "เฉพาะทาง"

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อคุริวเรียกผู้เสียหายมาให้การ ก็ไม่ปรากฏว่าชุดชั้นในที่พบในห้องของผู้ต้องสงสัยเป็นของผู้เสียหายแต่อย่างใด ("เสื้อชั้นในตัวแค่นี้ไม่พอหน้าอกดิฉันหรอกค่า!")

สำหรับใครที่อยากจะร่วมสนุกสักเล็กน้อย ก็ลองพินิจพิเคราะห์ข้อมูลที่ผมว่ามานะครับ ว่ามีตรงไหนน่าสงสัยหรือเปล่า

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอก ประวัติการศึกษา และท่าทางของคุริวจะขัดใจอามามิยะแล้ว วิธีการทำงานก็ยังขัดใจอามามิยะด้วย กล่าวคือคุริวชอบสอบปากคำแบบสนุกสนาน ทำตัวทะลึ่งตึงตัง (อย่างเช่นเอาชุดชั้นในมาวางไว้ทั่วโต๊ะ หรือเอาชุดชั้นในผู้หญิงมาใส่ทับเหมือน Superman เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากผู้เสียหายที่เขาเชิญมาให้ปากคำ) พูดไปหัวเราะไป ออกจะยิ้มแย้ม ไม่มีสุขุมคัมภีรภาพเอาเสียเลย (วลีนี้พ่อผมใช้ว่าผมตอนผมเด็กๆ เพราะไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม ผมจะสนุกสนานกับมันไปซะทุกเรื่องจนดูเหมือนไม่จริงจัง) ชอบหักหน้าอามามิยะต่อหน้าผู้สงสัย และทำเป็นมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ยอมฟังใครตอนตัวเองกำลังใช้ความคิด (อาจจะเข้าข่าย "ติสท์แตก" มั้งครับ)

แล้วก็มีอีกเรื่องที่ขัดใจอามามิยะ (สงสัยชาติที่แล้วอามามิยะคงไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กับสก๊อตไบรท์ เกิดมาชาตินี้ถึงโดนคุริวขัดใจซะ) ก็คือคุริวชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต เป็นต้นว่าคุริวเป็นคนชอบการสั่งซื้อของทางโทรทัศน์อย่างมาก ล่าสุดก็เพิ่งซื้อเครื่องแกว่งตัว (ผมก็ไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร มันเป็นก้อน 2 ก้อน อันนึงรองที่ก้น อันนึงรองที่ข้อเท้า เวลาเดินเครื่องแล้ว มันจะทำให้ร่างกายส่ายไปส่ายมา) มาใช้ในห้องทำงาน ทำเอาอามามิยะตกอกตกใจอย่างมาก (คงนึกว่าหนอนชาเขียวยักษ์มาคลานเป็นคลื่นตามขวาง*ฝืนธรรมชาติอยู่กลางห้อง)

สุดท้ายอามามิยะก็หมดความอดทนจริงๆ ถึงกับไปขอย้ายตัวเองออกจากการเป็นผู้ช่วยของคุริวกับหัวหน้าแผนก แต่ก็โดนยับยั้งไว้

นอกจากจะขัดใจอามามิยะแล้ว คุริวยังพาลไปขัดใจตำรวจด้วย นั่นเพราะคุริวลงไปทำการตรวจค้นด้วยตัวเอง ซึ่งดูเหมือนเป็นการก้าวก่ายงานของตำรวจ (เหมือนเป็นการต่อว่าตำรวจโดยนัยว่าทำงานไม่ได้เรื่อง ต้องให้อัยการลงมาเอง) แถมตอนคุริวตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัย ก็ยังเอาหนังโป๊ของผู้ต้องสงสัยมาเปิดดูแล้วชอบใจ และยึดวิดีโอการ์ตูนทั้งหมดที่ผู้ต้องสงสัยอัดไว้ไปด้วย จนสารวัตรต้องโทรมาฟ้องหัวหน้าแผนก วันรุ่งขึ้นคุริวก็โดนต่อว่าไปตามระเบียบ

ถือว่าเป็นโชคดีของคุริว (มั้ง) ที่ได้นาเบะชิมะ รองอธิบดีกรมอัยการมายืนยันให้เบาใจ (มั้ง) ว่านั่นเป็นสไตล์ของคุริวเขาล่ะ

แล้วภาพก็ตัดไปที่คุริวกำลังพิจารณาวิดีโอของผู้ต้องสงสัยที่ยึดมาอย่างใจจดใจจ่อ

อีกด้านหนึ่ง ทั้งสำนักงานกำลังเครียดอย่างมากเพราะไม่สามารถหาหลักฐานมาหักล้างหลักฐานของมิซากิได้เลย สมาชิกในครอบครัวของมิซากิก็ให้การตรงกันเป๊ะๆ (แหงแซะ ไม่งั้นก็ได้เข้าคุกกันสิครับ) และดูเหมือนคุริวก็วุ่นวายกับคดีเล็กๆนั่นซะเหลือเกิน น่าจะรีบส่งฟ้องให้จบๆไปแล้วจะได้มาช่วยคดีใหญ่

กลับมาที่คุริว ถึงจะโดนต่อว่าแต่คุริวก็ยังไม่เข็ด แอบลงไปตรวจที่เกิดเหตุอีก และก็พบข้อสงสัยอีกข้อว่า ทำไมผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนในบริเวณที่เกิดเหตุ รู้จักพื้นที่ดี ถึงทะเล่อทะล่าปั่นจักรยานมาทิ้งไว้ที่หน้าบันได แต่อามามิยะก็ให้เหตุผลว่า เพราะผู้ต้องสงสัยคงตกใจจนลนลานนั่นแหละ

และในตอนนั้นมื้อกลางวันนั้นเอง อามามิยะก็เปิดอกกับคุริว
"คุณจะส่งฟ้องเขาได้รึยังคะ"
"ผมยังงงๆอยู่น่ะ"
"ทำไมคุณถึงได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษคะ"
"ผมทำอย่างนั้นเหรอ"
"เป็นอัยการคนอื่นเขาไม่มาเสียเวลามากมายกับคดีเล็กๆแบบนี้หรอกค่ะ"
"คดีมีเล็กมีใหญ่ด้วยเหรอ"
"ฆ่าคน 1 คนก็ต้องเป็นคดีเล็กกว่าฆ่าคน 10 คนอยู่แล้วล่ะค่ะ ขโมยเงิน 100 เยนก็ต้องเป็นคดีเล็กกว่าขโมยเงิน 5 ล้านเยนอยู่แล้วล่ะค่ะ"
"แต่มันก็เป็นอาชญากรรมทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ"

พอกินมื้อเที่ยงเสร็จ คุริวก็ไม่ยังยอมกลับสำนักงาน ออกเดินเตร็ดเตร่ไป อามามิยะก็ได้แต่ตามต้อยๆ(ก็เป็นผู้ช่วยนี่นา)จนไปถึงท่าเทียบเรือ คุริวก็ซน ปีนขึ้นไปชมวิวบนเรือยอชท์เฉยเลย แถมลากอามามิยะตามขึ้นไปอีก

คุริวไปนั่งที่หัวเรือและมองกลับมาที่ตัวเรือและเล็งมือเป็นกรอบรูป

"ภาพถ่ายครอบครัวของมิซากิอาจจะถูกถ่ายจากตรงนี้"
"แล้วไงคะ"
"ใครเป็นคนถ่ายรูปล่ะ"
"ใช้ขาตั้งกล้องก็ได้นี่คะ"
"ใช้ขาตั้งกล้องไม่ได้หรอก วันนั้นน่ะลมแรงจะตาย"
"จริงด้วย ผู้หญิงทุกคนในรูปยังต้องจับผมไว้เลย"
"แล้วกลางทะเลเรือโคลงเคลงขนาดนั้น..."
"แสดงว่าต้องมีใครสักคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวอยู่บนเรือด้วยและเป็นคนถ่ายรูป"
"เลขา..."
"ลาพักค่ะ"
"บอดี้การ์ด..."
"ลาพักค่ะ"
"กัปตันเรือ"
"ลูกชายเขาเป็นกัปตันค่ะ...แสดงว่าต้องมีคนอยู่ด้วย (หยิบโทรศัพท์) สวัสดีค่ะ นี่อามามิยะนะคะ ช่วยหยิบรูปที่ถ่ายบนเรือยอชท์มาให้ดูหน่อยได้ไหนคะ"
"ใช่ ในรูปลมแรงมาก ไม่มีทางใช้ขาตั้งกล้องได้แน่" อัยการนากามุระตอบที่ปลายสาย
"งั้นแสดงว่ามีคนอื่นอยู่บนเรือด้วย เราก็หักล้างหลักฐานของมิซากิได้แล้ว เดี๋ยวดิฉันจะตรวจไปตรวจสอบเรือยอชท์เดี๋ยวนี้แหละค่ะ"
"ดีเลย ตอนนี้เธออยู่ไหนเนี่ย" อัยการนากามุระตอบที่ปลายสาย
"เอ่อ..."
อามามิยะมองไปรอบๆและเพิ่งรู้ตัวว่าไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เพราะได้แต่เดินตามคุริวมาเรื่อยๆ ตอนนี้คุริวก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ อามามิยะก็เดินกลับออกมาอย่างทุลักทุเล
"เรือยอชท์ของมาซากิจอดอยู่ที่ SUNSET HARBOR และเรือชื่อว่า St Mary" อัยการนากามุระตอบที่ปลายสาย
อามามิยะหันไปดูป้ายที่เธอเพิ่งเดินลอดออกมา บนป้ายเขียนว่า SUNSET HARBOR และเธอก็หันไปดูเรือที่เธอกับคุริวเพิ่งปีนขึ้นไปเมื่อกี้

ที่ตัวเรือเขียนไว้ว่า St Mary

อามามิยะมองตามคุริวไปด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป

--

เย็นวันนั้นทั้งสำนักงานดีใจกันใหญ่ ทุกคนชื่นชมฝีมือการสืบสวน"ของอามามิยะ" ("ฝีมือหยั่งกะอัยการสืบสวนเองเลยนะเนี่ย") เพราะในที่สุดมิซากิก็ยอมสารภาพด้วยจำนนต่อหลักฐาน

"แล้วอัยการคุริวไปไหนล่ะคะ" อามามิยะถามหัวหน้าแผนก
"กลับไปแล้วล่ะ เขาเพิ่งขอให้ผมเซ็นอนุมัติสั่งไม่ฟ้องไปเมื่อกี้เอง คดีโจรขโมยชุดชั้นในน่ะ" หัวหน้าแผนกตอบ
"เขาคิดอะไรของเขาก็ไม่รู้" อัยการเองามิเปรย
"ช่างเถอะ ผมต้องไปแถลงข่าวแล้ว อย่าลืมอัดวิดีโอให้ด้วยนะ พวกเราทำสำเร็จแล้ว!" หัวหน้าแผนกตอบ แล้วทุกคนก็ทิ้งอามามิยะไว้ในสำนักงาน

อามามิยะหยิบวิดีโอบันทึกการเข้าจับกุมมิซากิและไคโอเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่คุริวดูก่อนกลับมาดู

ภาพที่เห็นก็คือการถ่ายทอดสดกินเวลา 5 นาทีและรายการปกติซึ่งก็คือการ์ตูนที่ผู้ต้องสงสัยอัดไว้ทุกเช้าก็มาตอน 8 โมง 5 นาที ช้ากว่าปกติไป 5 นาที

จากนั้นตำรวจก็เข้ามาแจ้งข่าวดีว่าสามารถจับตัวคนร้ายขโมยชุดชั้นในตัวจริงได้แล้ว โดยตำรวจได้เอาเครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยไปติดไว้กับชุดชั้นในที่ตากไว้ตามคำแนะนำของคุริว เมื่อโจรตัวจริงมาดึงก็เกิดเสียงดัง

คุณตำรวจก็จากไป แล้วภาพความทรงจำของอามามิยะก็เล่นย้อนกลับ

...จริงๆแล้วคุริวสืบสวนคดีรับสินบนของมิซากิตามวิธีของเขา ถึงขนาดเดินไปตรวจเรือยอชท์ด้วยตัวเอง ไม่ได้เดินเล่นเรื่อยเปื่อยอย่างที่อามามิยะเข้าใจ

...จริงๆแล้วคุริวไม่ได้ยึดวิดีโอการ์ตูนที่ผู้ต้องสงสัยอัดไว้เพื่อมาดูแค่สนุกๆ แต่มันเป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยไม่ได้ใช้เครื่องตั้งเวลาอัด เพราะตอนเริ่มต้นการอัดของเมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้ต้องสงสัยเริ่มอัดที่การ์ตูนเลย ถ้าผู้ต้องสงสัยใช้เครื่องตั้งเวลาอัด ต้องมีภาพการถ่ายทอดสดติดเข้ามา ถ้าคุริวไม่ลงไปตรวจค้นด้วยตัวเอง ก็คงไม่ได้หลักฐานชิ้นนี้มา

...ก็เพราะคุริวชวนสาวๆผู้เสียหายคุยอย่างสนุกสนานนี่แหละ ทำให้สาวๆเอาเครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยให้คุริวดู จนคุริวได้ความคิดเอาไปใช้จับคนร้ายตัวจริง

...ก็เพราะคุริวลงไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้คุริวยิ่งมั่นใจว่าผู้ต้องสงสัยไม่ใช่คนร้าย

...คุริวนี่แหละ ที่สามารถไขคดีทั้งสองคดีได้ภายในเวลาแค่สองวัน

ถึงเวลานี้คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแล้ว ถ้าจะเรียกคุริวว่า ฮีโร่

แล้วเย็นวันนี้ทุกคนในสำนักงานก็ดีใจกับผลงานของตัวเอง(?) จนลืมไปว่าวันนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับคุริว อัยการคนใหม่

ยกเว้นอามามิยะ...

เอี่ยม
23/8/2552

*คลื่นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือคลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง คลื่นตามยาวคือคลื่นที่มีทิศทางการสั่นขนานกับทิศทางของคลื่น เช่นคลื่นเสียง คลื่นตามขวางคือคลื่นที่มีทิศทางการสั่นตั้งฉากกับทิศทางของคลื่น เช่นคลื่นเชือก

มีวิธีอธิบายให้เห็นภาพง่ายกว่านั้นก็คือ หนอนชาเขียวหรือหนอนอะไรก็แล้วแต่เคลื่อนที่แบบคลื่นตามยาว ถ้าเราขีดชอล์กให้หนอนคลานตาม หนอนจะลบเส้นชอล์กจนหมด ส่วนงูนั้นเคลื่อนที่แบบคลื่นตามขวาง งูจะไม่ลบเส้นชอล์กจนหมดแต่จะลบเป็นหลินปิง (เอ้ย!) หลินฮุ่ย (เอ้ย!) ช่วงๆ (เอ้ย!) ถูกแล้ว!! (จะจบก็ยังตลกอีกเนอะ)

HERO: บทนำ (No. 0)

เมื่อพูดถึงฮีโร่ท่านผู้อ่านนึกถึงอะไรครับ

บางคนอาจจะนึกถึง Batman อัศวินรัตติกาลที่ออกจัดการกับเหล่าวายร้าย บางคนอาจจะนึกถึง Hero เพลงของ Mariah Carey หรือในช่วงที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์กันว่า แค่ใส่หน้ากากป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 แค่นี้ก็เป็นฮีโร่แล้ว

เอ่อ ไม่รู้จะเกริ่นยังไงแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกันนะครับ

HERO เป็นละครโทรทัศน์สัญชาติญี่ปุ่น ออกอากาศเมื่อปี 2001 นำแสดงโดย ทาคุยะ คิมุระ (Takuya Kimura) และมัทสึ ทาคาโกะ (Matsu Takako)*

HERO เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมญี่ปุ่น บอกเล่าเรื่องราวผ่านคุริว โคเฮ (ทาคุยะ) อัยการหนุ่มที่เพิ่งย้ายมาประจำที่สำนักงานอัยการโตเกียว ตลอดเรื่องคุริวต้องร่วมมือกับ อามามิยะ ไมโกะ (มัทสึ) ผู้ช่วยของเขาและเพื่อนอัยการในสำนักงานในการไขคดีต่างๆเพื่อนำความยุติธรรมมาสู่สังคม

HERO เป็นละครที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มี rating สูงลิ่วตลอดการออกกาศตั้งแต่ต้นจนจบ จนต้องมีการสร้าง HERO ภาคพิเศษมาออกอากาศในปี 2006 และต่อด้วย HERO ฉบับภาพยนตร์ในปี 2007 ทำรายได้ไปถล่มทลายเช่นกัน

เชื่อผมเถอะครับว่าละคร rating ถล่มทลายของญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมีเรื่องจำพวกพระเอกข่มขืนนางเอก นางเอกคลุกวงในกับตัวอิจฉา ตัวอิจฉาลักหลับพระเอก อะไรทำนองนี้เลยแม้แต่น้อย (แต่สาวๆก็อาจจะเถียงว่า "ก็ละครเรื่องนี้มันมีคิมุทาคุนี่หว่า" อันนี้ผมก็ไม่มีอะไรจะเถียงครับ)

หลายคนอาจกลัวว่าละครเรื่องนี้จะดูยาก ผมขอบอกว่าไม่เลยครับ เพราะเรื่องราวดำเนินไปอย่างง่ายๆ สอดแทรกความสนุกสนานตลอดทั้งเรื่อง ไม่ยัดเยียดข้อมูลให้ต้องจดจำมากจนเกินไป ถ้าท่านผู้อ่านสนุกกับการอ่านการ์ตูนเรื่องยอดนักสืบจิ๋วโคนัน หรือไม่งงว่าทำไมคุริตะ เรียวคันต้องส่งบอลลอดหว่างขาในการ์ตูนเรื่อง Eyeshield 21ผมว่าท่านน่าจะดูละครเรื่องนี้รู้เรื่องได้ไม่ยากครับ

ถาม: ทำไมผมถึงได้มาดูละครเรื่องนี้?

เรื่องมันยาว แต่ก็อยากเล่า ไม่อยากอ่านก็ต้องอ่านล่ะครับ

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผมตกใจสุดขีดเมื่อทราบว่า แม่ผมติดละคร! แต่ก็เบาใจขึ้นเมื่อทราบว่า ละครที่แม่ผมติดคือเรื่อง นายกฯ (มือใหม่) หัวใจประชาชน หรือ CHANGE ซึ่งเป็นละครญี่ปุ่น ออกอากาศทางทีวีไทย ผมจึงสนใจทันทีว่าละครเรื่องนี้มีดีอะไร ผมจึงไปหามาดู (เพราะตอนละครออกอากาศที่ไทยนั้น ผมยังอยู่ที่ Columbia) และก็ติดเข้าให้อีกคน ถึงขนาดดู 5 ตอนรวด ตั้งแต่ดึกจนถึงเช้า

นอกจากเนื้อเรื่องที่เข้มข้นแล้ว สิ่งที่ดึงดูดผมอีกอย่างคือบทบาทการแสดงของทาคุยะที่ทำให้ผมเชื่อหมดใจว่าเขาเป็นนายกมือใหม่จริงๆ

ตั้งแต่นั้นมาผมก็ใช้ปัญญาเท่าที่ผมมีหาละครที่ทาคุยะแสดงมาดู ซึ่งก็รวมถึง HERO นี้ด้วย

ถึงไม่อยากจะทำแต่ก็ต้องขออุทานแบบชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปว่า สุโค่ย!! (ขอเติม เดะสึเนะ ต่อท้ายเพิ่มความแอ๊บแบ๊วโดยที่ไม่รู้ว่ามันเติมได้หรือเปล่า)

ไม่ว่าทาคุยะจะรับบทบาทเป็นอาชีพใดก็ตามแต่ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนตัวเล็กๆที่ผ่าเหล่าในตอนแรก จากนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนแปลงวงการนั้นอย่างใหญ่หลวงจนเป็นที่ยอมรับของทุกคน และที่สำคัญเขาทำให้อาชีพนั้นดูดีขึ้นทันตาเห็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Good Luck!! ที่ผมดูจบแล้วก็ไปค้นหาทันทีว่าจะสอบเข้าสถาบันการบินพลเรือนได้ยังไง CHANGE ก็ทำให้ผมอยากจะไปเป็นครูบ้านนอก เพื่อรอเลขานุการของนักการเมืองสักคนมาตามไปลงสมัคร สส. HERO นี่ก็ทำให้ผมอยากไปลงเรียนนิติศาสตร์ที่รามคำแหง (ว่ากันว่ามหา'ลัยนี้เข้ายากมาก เพราะมีนักการเมืองแถวสุพรรณบุรีคนนึงไปพูดกับนักเรียนที่หน้าเสาธงว่า "ใครอยากเรียนมหา'ลัยต้องได้เรียน ไม่ต้องห่วง ผมรู้จักผู้ใหญ่ที่ ม.รามฯ ผมฝากเข้าให้ได้") แต่อาจยกเว้นเรื่อง Beautiful Life เพราะผมไม่ได้กระตือรือล้นอยากจะไปสอบเข้าโรงเรียนเสริมสวยเกศสยามสักเท่าไหร่ครับ แหะๆ

ผมคิดว่าในยุคสมัยที่ภาพลักษณ์อัยการไทยตกต่ำลงอย่างมากในขณะนี้ (ขออนุญาตไม่สาธยาย ณ ที่นี้นะครับ) ผมคิดว่าน่าจะมีคนซื้อบทละครเรื่องนี้มาสร้างใหม่เป็นแบบฉบับไทยๆ จะทำให้ภาพลักษณ์อัยการดูดีขึ้นไม่น้อยเลยแหละครับ

ถาม: ละครเรื่องนี้มันตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว เอ็งจะมาเขียน review อะไรตอนนี้?

ใช่ครับ มันตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว รวมทั้งผมมาทราบภายหลังว่า ไอทีวีก็เคยเอาเรื่องนี้มาออกอากาศเมื่อปี 2003 ตอนนั้นผมยังเป็นเด็ก ม.4 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ สมัยนั้นเด็กโรงเรียนนี้ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าทีวีคืออะไร (ทีวี? สัญลักษณ์ของโลหะ transition เหรอ?)

เหตุผลสั้นๆที่ผมเขียน review ชุดนี้ขึ้นมาก็คือ "ให้แม่ผมอ่าน" ใช่แล้วครับ เพราะคุณแม่ของผมอยากดูละครเรื่องนี้แต่ไม่มีเวลา ผมก็ไม่มีเวลาจะเล่าให้ฟัง ก็เลยเขียนเป็นเรื่องราวออกมาซะเลย และไหนๆก็เขียนแล้ว ก็ขอเขียนให้ทุกคนได้อ่านด้วยละกันครับ

เนื่องด้วยความรู้ภาษาญี่ปุ่นของผมนั้นต่ำเตี้ยติดดิน (เรียนมาแค่ 2 ปีและแทบจะไม่ได้ใช้เลย) รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นของผมนั้นมีแค่หางอึ่งทอดกรอบแบบไม่ชุบแป้ง คำศัพท์เทคนิคที่ผมใช้ในบทความนี้และบทความต่อๆไปในชุดนี้ จึงเป็นคำศัพท์ที่ผมหยิบมาใช้ตามความเข้าใจของผม ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าคลาดเคลื่อนมากนัก และไม่น่าทำให้ท่านผู้อ่านเสียอรรถรสแต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า อัยการ ผู้ช่วยอัยการ กรมอัยการ จังหวัด ฯลฯ ซึ่งถ้าเกิดมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และจะรู้สึกยินดีมาก ถ้ามีท่านผู้อ่านช่วยชี้แนะและเสนอปรับปรุงแก้ไขครับ

ขออนุญาตจบบทนำแค่นี้ ตอนต่อไปจะเริ่มเล่าเรื่องแล้วนะครับ

เอี่ยม
22/8/2552

*ชาวญี่ปุ่นจะเรียกนามสกุลก่อนชื่อ เพราะฉะนั้นถึงแม้บทความชุดนี้จะเขียนเป็นภาษาไทย แต่ก็ขอเขียนตามธรรมเนียมญี่ปุ่นครับ
6月16日

เพราะอะไร และ จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ โดย จิ๊บจ๊อย

ประภาส ชลศรานนท์ - เพราะอะไร performed by จิ๊บจ๊อย

 


บอย โกสิยพงษ์ - จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ performed by จิ๊บจ๊อย

 
5月16日

"คืนหนึ่งในกรุงเทพฯ" และคืนสุดท้ายใน Columbia

15 พฤษภาคม 2552 เวลา 22 นาฬิกา

ฝนตกข้างนอกหน้าต่าง

เอี่ยมอยู่คนเดียว

คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายใน Columbia แล้ว

ไม่มีเรื่องราวใดๆให้ทบทวน

ท่วงทำนองเพลงหนึ่งแว่วเข้ามาในหัว

หยิบกีต้าร์ จิบน้ำเล็กน้อย

อาจจะมีเพลงที่เหมาะกับค่ำคืนนี้มากกว่าเพลงนี้

อาจจะมีค่ำคืนที่เหมาะกับเพลงนี้มากกว่าค่ำคืนนี้

แต่เอี่ยมเลือกแล้ว

หวังว่าลมที่พาความห่วงใยจะเร็วกว่าลมใต้ปีก

เอี่ยม

Friday - คืนหนึ่งในกรุงเทพฯ performed live at night in Columbia by เอี่ยม & Ovation CC24 Ruby Red

 
4月25日

มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล - กันและกัน performed extemporaneously live under the sunlight by เอี่ยม & Ovation CC24 Ruby Red

มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล - กันและกัน performed extemporaneously live under the sunlight by เอี่ยม & Ovation CC24 Ruby Red

 
4月17日

ปุจฉา: "ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีประโยชน์อย่างไรครับ"

ที่เกิดเหตุ: http://www.facebook.com/people/Prompong-Pakawanwong/502626256

ปุจฉาโดยน้องจี๊ป

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีประโยชน์อย่างไรครับ

วิสัชนาโดยพี่เอี่ยม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) มาตรา 8 ระบุไว้ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" ซึ่งมาตรานี้มีไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการถูกละเมิด

ดังนั้นเพื่อรองรับมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้ใดที่ต้องการให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเท่ากับต้องการยกเลิกมาตรา 8 แห่งรัฐธรรมนูญ และเท่ากับต้องการสั่นคลอนและละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์

หวังว่าจะเป็นคำตอบที่ตรงคำถามของจี๊ปนะ...
4月15日

The Reunion of จิ๊บจ๊อย: BOYd - คะแนนแห่งชีวิต performed by จิ๊บจ๊อย

24 มีนาคม 2549 วงจิ๊บจ๊อยที่ประกอบด้วยแชมป์(กีต้าร์) และเอี่ยม(ร้อง) ได้ข้ึนเวทีเล่นดนตรีครั้งแรกในงานวันเกียรติยศที่หอประชุมโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

และคิดว่าคงจะไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกันอีกนาน

กาลเวลาผ่านไป...

เมษายน 2552 แชมป์เรียนชีววิทยา ปี 2 ที่ Bowdoin College เมือง Brunswick รัฐ Maine เอี่ยมเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ปี 3 ที่ University of Missouri เมือง Columbia รัฐ Missouri ห่างกัน 1938 กิโลเมตร

ต้องขอบคุณวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้วงจิ๊บจ๊อยได้กลับมา "รวมตัว" เล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง

BOYd - คะแนนแห่งชีวิต performed by จิ๊บจ๊อย

 
2月28日

Stamp - ความคิด performed live by เอี่ยม & Ovation CC24 Ruby Red

Stamp - ความคิด performed live by เอี่ยม & Ovation CC24 Ruby Red

 

12月20日

วันนี้...

วันนี้เอี่ยมดูข่าวพระราชสำนักย้อนหลังของวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ดีใจน้ำตาแทบไหลที่ได้เห็นในหลวงแย้มพระสรวลในพระบรมราชวโรกาสที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แค่นี้แหละครับวันนี้ สั้นๆ

 

I don't see just the picture of the King; I see the heart of Thai people.

 

 
12月2日

RE: กลับมา...บ่น


เรื่องของเรื่อง:

เมื่อวาน (1 ธันวาคม 2551) เอี่ยมเข้าไปอ่าน blog ของเจ๊ทรายเรื่อง กลับมา...บ่น (blog เมื่อวันที่ 30  พฤศจิกายน 2551) ตาม URL ข้างล่างนี้

http://zaiplace4space.spaces.live.com/blog/cns!AD2641175A5905B5!1969.entry

พออ่านเสร็จเอี่ยมก็พิมพ์แสดงความคิดเห็นไปตามเรื่องตามราว

แต่พอเอี่ยมกด add comment แล้วถอยออกมาดูอีกที เอี่ยมก็เกิดความคิดว่า "เฮ้ย! แน่ใจนะว่านี่คือ comment ไม่ใช่ blog"

เอี่ยมก็เลยจัดการเอา comment ดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไข เน้นใจความสำคัญ แล้วก็จัดการแปะไว้ข้างล่างนี่แหละครับ

ก่อนเริ่มเรื่อง:

ตอนแรกเอี่ยมกะจะเอาเนื้อหาใน blog ของเจ๊ทรายมาแปะไว้ที่นี่ ก็เลยทิ้งคำขอไว้ แต่คิดไปคิดมาแล้ว ลองเข้าไปอ่านเองดีกว่าครับ อ่านเสร็จแล้วค่อยอ่านต่อข้างล่างนี้จะดีมากเลย

เรื่อง (แก้ไขล่าสุดวันที่ 2 ธันวาคม 2551):

สวัสดี เจ๊ทราย ชอบ blog นี้มากเลยล่ะ เอี่ยมขอแตกประเด็นนะ

ประเด็นที่ 1

สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้มันเหมือนกับมีไอ้บ้ากามคนนึงกำลังฉุดผู้หญิงไปข่มขืน แล้วก็มีพลเมืองดีคนเดียวพยายามเข้าไปช่วยผู้หญิงคนนั้น พอเอี่ยมเดินมาเห็น เอี่ยมยืนยันว่าเอี่ยมจะเข้าข้างฝ่ายพลเมืองดีและเข้าช่วยเหลือทันทีโดยไร้เงื่อนไข ไม่ว่าพลเมืองดีคนนั้นจะใช้วิธีการใดก็ตาม (เขาอาจจะเข้าไปต่อยตี จนข้าวของเสียหาย หรือเขาอาจจะจุดประทัดที่ก่อความรำคาญให้ชาวบ้านแถวนั้น) หรือมีจุดประสงค์อื่นใดก็ตาม (ไม่ว่าเพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของเขา หรือเข้าไปช่วยเพราะอยากได้เหรียญกล้าหาญ) สถานการณ์มันหน้าสิ่วหน้าขวานเกินกว่าที่เอี่ยมจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่เขาใช้และเดินจากไปเฉยๆ

และอีกอย่าง "มันไม่มีใครอีกแล้ว"

ส่วนไอ้พวกที่บอกว่า อย่าต่อยตีกันได้ไหม หนวกหู หรือพวกที่บอกว่าผมเป็นกลาง ไม่ช่วยทั้งไอ้บ้ากาม พลเมืองดีและเหยื่อผู้เคราะห์ร้่าย ก็ปล่อยมันไปเถอะ

ลองอ่านนิทานเรื่อง ปลาชา/ปลาชน ดูนะ

ประเด็นที่ 2

เจ๊ทรายต้องไม่ลืมนะว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือความถูกต้อง ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่

ลองสังเกตดูสิ นักการเมืองเลวๆแต่ละคน เวลาโดนถามเรื่องจริยธรรม ความถูกต้อง มันไม่เคยตอบ จะเอาแต่พูดว่า "ผมมาจากการเลือกตั้ง" แต่พวกมันคงลืมไปว่าประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามาทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้

การเลือกตั้งจะนำมาใช้ได้นั้นเราต้องผ่าน precondition ที่ว่า ผู้เลือกตั้งนั้นรู้ผิดรู้ชอบ สามารถเลือกคนดีมาปกครองบ้านเมืองได้ แต่ประเทศไทยมันไม่ใช่อย่างนั้น ถือคราวเลือกตั้งทีก็ซื้อเสียงกันเข้าไป รากหญ้าของเรายังขาดความสามารถในการเลือกคนดีเข้ามาปกครองบ้านเมืองอย่างเห็นได้ชัด

เอี่ยมขอยกเรื่องส่วนตัวของเอี่ยมเปรียบเทียบนะ ตอนที่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.  2550 วันนั้นเอี่ยมไม่ได้ออกไปลงประชามติ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรือต่อต้าน คมช.นะ แต่เพราะเอี่ยมประเมินตัวเองแล้วว่า เอี่ยมไม่มีคุณสมบัติที่จะไปร่วมลงประชามติ ทำไมน่ะเหรอ? เพราะเอี่ยมไม่มีเวลาศึกษาร่างฉบับใหม่ ไม่รู้จริงๆว่า ร่างใหม่นี่มันดีกว่าเก่าตรงไหน แย่กว่าเก่ายังไง จะนำพาประเทศชาติไปทางไหน เอี่ยมไม่ต้องการให้ 1 เสียงที่ "กลวง" ของเอี่ยมนำพาประเทศชาติในทิศทางที่เอี่ยมไม่รู้จัก เอี่ยมยอมรับด้วยตัวเองว่าในการลงประชามติครั้งนั้น เสียงของเอี่ยม "ค่อย" กว่าเสียงคนที่มีความรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญนี้มากมายนัก

เจ๊ทรายบอกให้ "พวกเรา" อย่าเลือกคนชั่ว คนโกงกินเข้ามาถ้ามีหลักฐานแล้ว แล้วเจ๊ทรายลองดูสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นสิ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0  ตัดสินให้พรรคไทยรักไทยผิดจริง แล้วสั่งยุบพรรค ตัดสิทธิ์เลือกตั้งพวกมันไปหมด แล้วอะไรเกิดขึ้น? นอมินี หุ่นเชิดของมันก็ยังได้รับเลือกเข้ามาอีก ทำชั่วซ้ำอีก แล้วก็โดนยุบพรรคอีก (ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 เช่นเคย)  แล้วอย่างนี้เจ๊ทรายจะทำยังไงดี ให้พวกรากหญ้าไม่เลือกคนชั่วเข้ามา

มีคนเปิดประเด็นขึ้นมาว่า การเลือกตั้งไม่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การกำหนดอนาคตของประเทศชาติควรเป็นเรื่องของคนที่มีความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่ให้ใครก็ได้มากำหนด มีคนเสนอว่าคนจะเลือกตั้งได้ไม่ใช่แค่อายุถึง 18 แต่ต้องจบ ม.6 ด้วย ทำไม? เพราะในเมื่อการศึกษา 12 ปีเป็นภาคบังคับแล้ว ประชาชนทุกคนต้องเข้าร่วมต้องเข้าเรียน ใครที่ละเลยก็ควรต้องถูกตัดสิทธิ์บางอย่างไป เช่นสิทธิ์ในการตัดสินใจอนาคตของชาติ อย่างการเลือกตั้ง (แต่ก็รู้กันอยู่ว่าตราบเท่าที่พวกนักการเมืองชั่วยังครองเมืองอยู่รากหญ้าไม่มีวันได้รับการศึกษาเพื่อให้รู้เท่าทันพวกมันอยู่แล้ว)

ผลการเลือกตั้งไม่ใช่เครื่องชี้วัดความถูกต้องเลย ไม่งั้นเราจะมีศาลไปทำไม ให้ประชาชนลงคะแนนไม่ดีกว่าเหรอ อย่าลืมว่าประเทศชาติอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ก็เพราะมีความถูกต้อง มีศีลธรรม ไม่ใช่มีเสียงส่วนมาก

เราจะใช้เสียงส่วนใหญ่ก็ต่อเมื่อทุกตัวเลือกของเราถูกต้องแล้ว ไม่ใช่เอาของดีของเสียมาปนกัน ลองนึกภาพคนกลุ่มนึงจะไปเที่ยวกัน แล้วเลือกกันว่าใครจะเป็นคนขับรถ สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนที่จะมาขับรถนั้น ไม่ใช่คนที่มีคนเลือกมากที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่ขับรถเป็นต่างหาก ถ้าเลือกคนขับไม่เป็นมาก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นยังไง (ที่ถูกก็คือเอาเฉพาะคนขับรถเป็นมาให้เลือก)

แนะนำให้เจ๊ทรายลองไปหาหนังสั้นเรื่อง ประชาธิปตาย ดูนะ (บน youtube น่าจะมี) อาจจะไม่โดนใจมาก แต่ทำให้ได้คิดอะไรเหมือนกัน

เอ้อ อีกอย่าง พันธมิตรชูธงมาแล้วว่าต้องการสร้างการเมืองใหม่ ไม่ใช่ไล่ออกให้แค่มีเลือกตั้งใหม่

ประเด็นที่ 3

กรณีของประเทศที่เจริญแล้วต่างกับประเทศไทยอย่างมหาศาล

ข้อแรกเลย ต้องเข้าใจก่อนว่า อเมริกาบอบช้ำจาก "นโยบายที่ผิดพลาด" ของบุช ไม่ใช่ "การคอร์รัปชั่น" ไม่เหมือนกันเลยนะ ถ้าเป็นการคอร์รัปชั่นล่ะก็ ประชาชนไม่อยู่เฉยหรอก

ข้อสอง คุณภาพของนักการเมืองและมาตรฐานจริยธรรมของประเทศที่เจริญแล้วกับของไทยต่างกันอย่างมาก

นักการเมืองประเทศที่เจริญแล้วทำผิดแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าได้รับเลือกมามากขนาดไหนก็ลาออก ไม่ต้องรอใครมาสะกิด

ตำรวจกล้าเดินไปจับรัฐมนตรีโดยไม่กลัวโดนโยกย้าย

แล้วประเทศไทยล่ะ? นักการเมืองที่ทำผิดกันกลางแดด โกงชัดๆ เข่นฆ่าประชาชน ยกอธิปไตยของชาติให้เขมร ตีตนเสมอสถาบัน ปล่อยให้พวกหมิ่นในหลวงอยู่เต็มบ้านเมืองและโลกไซเบอร์ ก็ยังหน้าด้านอยู่ ไล่ก็แล้ว กดดันก็แล้วก็ยังไม่ออก ล่าสุดมีคลิปหลุด พาอีหนูเข้าโรงแรมก็ยังเฉย ปปช.ชี้มูลแล้วเรื่องที่ไม่เอาเรื่องเขาพระวิหารผ่านสภา ก็ยังอยู่! แถมแถจนเกล็ดถลอกปอกเปิกด้วยการบอกว่า อยู่รักษาประชาธิปไตย มีนมาก  เสียงส่วนมากไม่มีความหมายอะไรเลยถ้าไม่มีความถูกต้อง

นักการเมืองปลาไหล ก่อนเลือกตั้งบอกจะไม่ร่วมกับโจร บอกจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง พอเลือกตั้งเสร็จก็ไปร่วมกับโจร โกหกกันชัดๆ ก็ยังหน้าด้านอยู่ไม่ไปไหน (โดนยุบไปแล้ว สม!)

สส.เห็นประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของประเทศชาติและประชาชน ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นจะๆแล้วว่ารัฐมนตรีต่างประเทศยกอธิปไตยของไทยให้ต่างชาติ สส.พวกมันก็ยังยกมือไว้วางใจให้ แล้วประชาชนจะเลือกพวกเมิงเข้าไปทำไมให้รกสภา

เล่าประวัติศาสตร์ย้อนหลังหน่อยละกัน อเมริกาเขามีประชาธิปไตยมาตั้งแต่ตั้งประเทศ ก็สองร้อยกว่าปีแล้ว ประชาชนของเขาตระหนักและหวงแหนประชาธิปไตยของเขามาก ต่างกับไทยที่ได้ประชาธิปไตยมาด้วยการปฏิวัติ ประชาชนยังไม่ตื่นตัวกับมันขนาดนั้น ไอ้พวกที่ชอบไซโคก็จะบอกว่า ไทยล้าหลัง มีประชาธิปไตยครึ่งใบ อมาตยาธิปไตย ตุลาการภิวัฒน์ เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าเราล้าหลังจริงๆ จะไปเสล่อแป๊ะเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาแปะใช้เลยเพื่อความเท่ห์น่ะ มีแต่จะทำให้ประเทศชาติแย่ลงไปเท่านั้น

ประเด็นที่ 4

เจ๊ทรายเสนอว่าเราต้องให้ความรู้และความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยแก่คนทั้งประเทศทุกหย่อมหญ้า แต่สถานการณ์ตอนนี้มันรุนแรงเฉียบพลันเกินกว่าจะทำอย่างนั้นแล้ว อย่าลืมว่าประชาธิปไตยไทยผ่านมา 76 ปีมันยังได้แค่นี้ แล้วถ้าเราจะให้มันดีขึ้นถึงจุดที่ควรจะเป็น ต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ล่ะ  จะยังเหลือประเทศและประชาธิปไตยให้พัฒนารึเปล่า

แล้วถ้ารัฐบาลชั่วยังอยู่ มันจะปล่อยให้รากหญ้าได้ความรู้และพัฒนาเหรอ สิ่งที่มันจะทำก็คือปล่อยให้รากหญ้าโง่ไปเรื่อยๆ มันจะได้เอาเงินซื้อได้และต้องง้อมันต่อไปเรื่อยๆ ในหลวงสอนรากหญ้่าปลูกหญ้าแฝก ทำเกษตรผสมผสาน พระราขินีเปิดศูนย์ศิลปาชีพสอนหัตถกรรม ให้อยู่ได้ด้วยตัวเอง พอพวกทักษิณเข้ามาก็เอาเงินไปหว่าน เอากองทุนหมู่บ้านไปให้ ประชาชนต้องแบมือขอ

พวกสื่อน้ำดีก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว แต่โรงเรียนและชุมชนล่ะ หน่วยงานของรัฐล่ะ

ประเด็นที่ 5

การชุมนุมมันเปลี่ยนแปลงประเทศในระยะยาวไม่ได้หรอก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ทำอะไรเลยนี่

การที่ทหารออกรบก็ไม่ได้แปลว่าชนะแล้วจะไม่มีใครมารุกรานอีก การที่ตำรวจจับผู้ร้ายได้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีผู้ร้ายอีก

แล้วถ้าเราจะมัวแต่รอสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาถึง แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ

อีกอย่าง การสงครามต้องมีผู้เสียสละ แต่เราก็ไม่อยากให้มีใครทั้งนั้นที่ต้องจากไป จริงๆนะ

ประเด็นที่  6

เอี่ยมเชื่อว่าสื่อไม่จะเป็นต้องนำเสนอทุกด้านหรอก แต่สื่อต้องนำเสนอความจริง มีเสรีภาพในการนำเสนอ และประชาชนมีสิทธิ์เลือกชม ไม่ใช่พอสื่อที่ต่อต้านหรือเปิดโปงรัฐบาลจะนำเสนอก็ยิงสัญญาณก่อกวน

ส่วนไอ้พวกสื่อเลวที่โกหกหลอกลวงประชาชนได้ทุกวัน หรือไอ้พวกสื่อที่อยู่เฉยๆ หากินแบบไร้ความรับผิดชอบไปวันๆ พอตกค่ำก็ฉายละครน้ำเน่า เรื่องที่รัฐบาลโกงชาติ ทำผิดทำชั่วไม่เคยนำเสนอ ปรับปรุงซะที หรือไม่งั้นก็กินวีต้าพรุนแล้วไปตายซะ!

ลงท้าย ถ้าเจ๊ทรายมีเวลาก็มาเสวนากันอีกนะ


11月13日

Canto of Canto No.17


วันนั้น Barack Obama มาปราศรัยที่มหาวิทยาลัยของผม บริเวณ Carnahan Quadrangle ในคืนก่อนวัน Halloween

ผมได้ไปฟังปราศรัยด้วย

Obama ตัวจริงที่ผมเห็นตัวเล็กกว่าในโทรทัศน์มาก ตัวเท่าหัวไม้ขีด เพราะผมยืนอยู่ฝั่งสนาม Stankowski คนละฝั่งถนนกับเวที

...

เมื่อวาน วันทหารผ่านศึก

ผมนึกถึงสมัยที่นั่งรถเมล์สาย 138 กลับบ้านเกือบทุกวัน ผ่านหน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก

ในภาพทรงจำ มีชายคนหนึ่งไม่มีขาทั้ง 2 ข้าง นั่งบนรถเข็นริมถนน นั่งมองคลองระบายน้ำเสียเพราะดูเหมือนไม่มีอะไรที่น่าดูกว่านั้น

...

วันนี้ หนังสือพิมพ์ USA Today ลงรูปนี้บนหน้า 1

Barack Obama กับ ลัดดา "Tammy" Duckworth

ผมชอบรูปนี้ครับ

...

เอี่ยม
12  พฤศจิกายน 2551
1852 (ตามเวลาท้องถิ่น Columbia, MO)
10月9日

(Imaginary) Commencement Address <Year Unknown> - Prompong Pakawanwong - Mahidol Wittayanusorn School - <Date Unknown>


(Imaginary) Commencement Address <Year Unknown>
Prompong Pakawanwong
Mahidol Wittayanusorn School
<Date Unknown>

My Mahidol Wittayanusorn fellows:

I know that you have been waiting for three years to graduate from this school and do not want to be delayed any longer.  I also know that you have an important mission waiting for you to accomplish as we pledge ourselves to the strong ideology.  Despite all my knowledge, I beg you to stay and pay attention to what I am going to tell you; I promise it will be concise.

Within few minutes, you are leaving our warm home for the outside world like I did before.  Unfortunately, I am not here to tell you how the world outside is or it will not be very exciting; I am here to give you some ideas about education, success and happiness.  How are they important?  Simply, education leads you to success and happiness.  And if you can effectively manage your success and happiness, they will bring you genuine life.  Carefully listen to me if you are eager to know what a genuine life is and how you can live it.  But before I move on, let me tell you my story.

I was five years old when I sat on the football field among hundreds of students listening to the first speech in my life.  The speaker was one of the school administrators.  His speech was impossible for a five-year-old boy to follow and understand.  However, there was an adage given at the end of the speech; that is why I can remember it.  He said, "The foundation of the building is bricks; the foundation of life is education."

At that time, the adage did not have any specific meaning to me but a beautiful rhyme. I, like hundreds of thousands of juveniles, simply followed what my parents told me to do: study hard and graduate.  When I grow up, I find the adage simply meaningful; education makes me see the world from different points of view and makes me grow up.  Be reminded that there is a difference between "to grow up" and "to become older."  You can become older even when you lie still on your bed and let time go by.  You do not need any effort to become older.  In contrast, to grow up, you need to work hard, be patient and always look for an opportunity: an opportunity to see what you have never seen, hear what you have never heard and go to where you have never gone; education helps you do that.

For us, the science students and the future locomotives of our nation, college education is compulsory.  You have to go to college to study in specialized fields.  The question is, what is the difference between going to college and going to the bookstores, buying textbooks and bringing them back to read at home?  I hope you can find the answer from what I am going to tell you.

I am still afraid that some of you may be misled by the brick-education metaphor.  It means education is very important and useful.  When mentioning that education is the foundation of life, it is not textbooks piling to form the life foundation like the way bricks piling to form the building foundation.  I and our brothers and sisters, I strongly believe, do not expect you to learn only knowledge in the books; we expect you to learn about people, society and the perspectives towards the world.  We also want you to meet people sharing the same intention and ideology.  Graduate to be a scholar, not a content copier or a walking textbook.  What distinguishes a scholar from a content copier and a walking textbook is that while a content copier or a walking textbook may know everything but do nothing, a scholar achieves his or her genuine life by spending it for the good of mankind; I will explain this soon.

Before I move on, I want to come up with a question: what is your definition of success?  Some say success merely comprises three things: money, money and money.  Some people say success is a job, money and prestige.  Many people want to have a big house and a luxurious car.  Are these things what people really want or are those people just driven by capitalism and commercials?  Imagine you are dying.  Would you say that your four luxurious cars in your garage are the evidence of success in your life?  Would you say that you are more successful than your friend who has only three of them?

I believe that our definition of success is Prince Mahidol of Songkla's exhortation: "True success is not in the learning, but in its application to the benefit of mankind."  Allow me to explain and analyze the value of this life principle further.

How can a life be genuine and meaningful?  Think of the world having you live in and that not having you live in.  Your life would be somewhat meaningless if the former is not better than the latter; you may think that I am too strict but I really wake up with this thought every morning.  To derive from Prince Mahidol of Songkla's exhortation, one’s life is meaningful when it is dedicated to people and knowledge.  Notice that memorable people in mankind’s history are not millionaires or billionaires but scholars who thought, invented, researched and benefited the world.  For example, people have no idea who was the richest man of the eighteenth century but know Sir Isaac Newton as one of the greatest physicists of all time.  The Buddha and his teachings are still acknowledged even he passed away more than twenty-five centuries ago.  When talking about Alfred Nobel, people say he was the founder of the Nobel Prize, not a rich merchant making money from dynamite.  Although very very few people truly understand his mass-energy equivalence formula, Albert Einstein has become lastingly memorable since he discovered new knowledge.  The accomplishments done by these people brought about a revolution in mankind’s living and inquiries.

Now you may be frightened by my aforementioned examples.  Do not worry. I did not say that your life would be meaningless if you are not enlightened when sitting under a tree or you cannot discover any earth-shaking equation.  In addition, if I am to give you a specific suggestion about what to do, I will suggest you build a monument of life.  Try to make a masterpiece that proves the benefit of your existence.  Think of how you want people to remember you after your departure: a man who was born, ate, made some money, reproduced and died, or a man who has done something good for people or a man who changed the world forever like Thomas Edison.

What about happiness?  Are success and happiness the same?  Should they be the same?  Can we have a happy life without being successful?  Remember, a happy life is like a glass filled with water.  If happiness is possession, the glass will be unlimited in size and impossible to fill.  In contrast, if happiness is giving and making benefits, not profits, the glass will be small and easy to fill; there will be spare water for other glasses too.

I say happiness and success are not the same.  Success, of course, implies happiness.  Nevertheless, success must not be everything of happiness.  I do encourage you to achieve success in your life, but what will your life be if your success is at the cost of many other things?  What would happen if you merely look forward to success and are stuck in unpleasant work, wishing you did something you love?  And finally, what will your success be?  Will it be a pleasant one?

There is a big fault in our society that I have noticed.   It is that the most popular question adults ask children is "what do you want to be when you grow up?"  Some children say that they want to be a singer.  Some say they want to be a football player.  Some even say they want to be Miss Universe.   This question fools our children, including you, perhaps.  When children say they want to be a singer, they think of a singer singing beautifully in front of thousands of spectators and receiving thunderous applause.  When children say they want to be a football player, they think of a rich famous football star playing in a premier league.  Why do they come up with those answers?  The reason is that they are influenced by the mass media; television, as an example, only broadcasts fabulous performances by popular singers and big football matches that famous football players attend.  The children have no ideas about the process before those scenes: what those people have done, have confronted with and have risked before being successful.  For instance, David Beckham practiced free kicks eight hours a day every day.  Born gifted, Ronaldinho has become a very famous professional football player while countless Brazilian boys have to leave their dreams behind and do something else to earn because football leagues do not need that many players.  Jennifer Kim, a recently well-known singer, had been an obscure singer for twenty years before she came under spotlight and presented her first concert last year in our country, where in entertainment industries capitalism and the media war dominate talent and effort.  Instead of asking our children what they want to BE when they grow up, I suggest that we ask them "what do you want to DO when you grow up?"  What is the difference?  The difference is that the popular question makes our children focus on tremendous success and forget to think about the pathway; it may be more unpleasant and discouraging than what our children prepare themselves for.  My question, on the contrary, makes our children focus on the path to success and remind them that the very majority of the journey is the path, not the destination.

Now come back to my point.  I am telling you that do not you bind happiness together with success.  Think back to the time when you were a kid.  Your aim was to win in a tug-of-war.  Your next aim was to be the student with the highest score in class.  Your next next aim was to have a fulfilled puppy love, and so on. Sometimes you pursued your aim and sometimes you did not.  If your happiness is solely success, you will have to chase it forever, as in life there is always a new aim to pursue.  As a result, your life will be excessively filled with exhaustion and disappointment.  So, what should you do?  Instead of walking along an unpleasant pathway and expecting happiness at the end you may not achieve, I recommend that you do what you love, enjoy every moment of your life and have success as your big bonus.  For analogy, even if you do not reach your destination in your holiday trip, you still have already taken in beautiful sceneries, have had some tasty snacks and have breathed in some fresh air.  Do not live your life like a lottery ticket, which immediately becomes a scrap when you lose.

Finally, I congratulate you, my friends.  Live your life for others and yourself.  Enjoy every one of your single minutes.  See you again when in need of mankind.
8月25日

Untitled

วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่ แต่ไม่ใช่ของประเทศนี้

เวลาสี่โมงเย็น เอี่ยมออกเดินจาก University Place Apartment ไปที่ Brady Commons เพื่อจะไปซื้อซองจดหมายกับแสตมป์ แน่นอนว่าจะไปส่งจดหมายด้วย อากาศดูสดใสดี

ออกจาก Brady Commons ฝนตกปรอยๆ แต่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าที่นี่ฤดูนี้จะมีฝนตก (แต่แน่ล่ะ เอี่ยมคาดเดาอะไรไม่ค่อยถูกหรอก ขนาดเรื่องง่ายๆแค่โยนหัวก้อย เอี่ยมยังทายถูกแค่ครึ่งเดียว) เอี่ยมลังเลเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจเดินลุยฝนออกไปด้วยหวังว่าคงไม่เปียกมาก และไม่รู้ว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่

เอี่ยมตัดสินใจผิด...

เดินถึง Lowry Mall ฝนเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เอี่ยมรีบวิ่งเข้าไปหลบฝนใต้หอนาฬิกาที่ Memorial Union แต่หนทางก็ไกลเหลือเกิน

หลบฝนใต้หอนาฬิกา มองสายฝนเทลงมาจากฟ้า หอนาฬิกาแห่งนี้สร้างขี้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่นักศึกษา 117 คนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1

แล้วเอี่ยมก็ระลึกถึงใครบางคน

ไม่สิ น่าจะใช้คำง่ายกว่านั้น

เอี่ยมคิดถึงใครบางคน...

ทำไมเวลาฝนตก เอี่ยมต้องเหงาและคิดถึงใครบางคนด้วยนะ?

พลันนึกถีงนิทานโบราณเรื่องหนี่งที่ใครบางคนเคยเล่าให้ฟัง

...เมื่อก่อนนี้ ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสามอยู่ใกล้ชิดติดกัน

...จนกระทั่งโลกได้กำเนิดพืชและสัตว์ขึ้น แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและสัตว์ จนละเลยและไม่สนใจท้องฟ้า ท้องฟ้าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจ และถอยตัวห่างออกไป ห่างออกไปทุกที ทุกที

รอไม่นาน ฝนก็เริ่มซาลง เหลือแค่ฝนปรอย ตัดสินใจเดินลุยฝนออกมาต่อ แต่เดินออกมาได้ไม่นาน ฝนก็โหมกระหน่ำลงมาอีกครั้ง

...จนถึงวันที่มีนกตัวแรกออกโบยบิน แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่าท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมาก เลยไม่ได้ยิน นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกกับท้องฟ้า นกก็บินขึ้นสูง สูงขึ้น สูงขึ้น และส่งเสียงเรียก แต่เสียงนกนั้นเบาเกินไป ไปไม่ถึงท้องฟ้า แต่นกก็สัญญาว่า ต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อนำข่าวจากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอก

ฝนรุนแรงมาก เอี่ยมเดินมาไกลจากหอนาฬิกาเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว คงต้องออกวิ่งเท่านั้น แต่หนทางข้างหน้าก็ไม่ชัดเจน

...ผืนน้ำและแผ่นดินรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนได้ห่างออกไปไกล และคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า แผ่นดินพยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่าน แต่นั่นก็ยังสูงไม่พอ ยังไม่ใกล้ท้องฟ้า

สองข้างทางไม่มีอะไรให้ใช้หลบฝนได้เลย จนกระทั่งเจอต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เอี่ยมตัดสินใจวิ่งเข้าไปหลบก่อนท่ีจะเปียกไปทั้งตัว ด้วยเชื่ิอว่าต้นไม้ใหญ่จะเป็นร่มให้ได้

เอี่ยมลืมสังเกตร่องรอยของหยดน้ำใต้ต้นไม้...

...พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์มาโดยตลอด ก็บอกกับทั้งสองว่า "เราอาจจะช่วยพวกเจ้าได้" พระอาทิตย์จึงอาสาช่วย โดยการส่องแสงลงมายังผืนน้ำและแผ่นดิน ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ ลอยขึ้นบอกข่าวแก่ท้องฟ้า เล่าเรื่องราวต่างๆเป็นรูปตามที่ แผ่นดินและผืนน้ำได้พบเจอมา และบอกว่าแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมาก อยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนเมื่อก่อน

ฝนยังคงรั่วลงมาใต้ต้นไม้เรื่อยๆ อีกไม่นานเอี่ยมคงจะเปียกไปทั้งตัว แต่เอี่ยมก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเดินลุยฝนที่โหมกระหน่ำเพื่อให้ถึงที่หมายโดยเร็ว ถ้าเอี่ยมยังหลบอยู่ตรงนี้ในไม่ช้าก็คงจะเปียกไปทั้งตัว อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ

เจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน แต่จะมีสักกี่คนที่กล้าเลือกที่จะเจ็บเมื่อยังทนปวดไหว

แต่ก็คงเจ็บในอีกไม่ช้า...

...ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กลับลงไปไม่ได้ "ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และอยู่สูงเกินไป ลงไปไม่ได้แล้ว ฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำและอยากจะบอกกับทั้งสองว่า ฉันเองคิดถึงเพื่อนมากมายเพียงใด"

ถึงตอนนี้เอี่ยมเริ่มหนาวสั่น ไม่มีความทรงจำใดจะช่วยให้เอี่ยมอบอุ่นได้อีกแล้ว ลมเริ่มแรงขึ่นเรื่อยๆ

And the warm winds that embrace me just as surely kissed your face.*

What about these killingly cold winds?

แล้วเอี่ยมก็วิ่งฝ่าพายุฝนออกไป...

...ก้อนเมฆก็ตอบว่า "อยู่บนนี้นานๆก็เหงาเหมือนกัน บางทีก็อยากกลับลงไปข้างล่างบ้าง" ท้องฟ้าเลยบอกว่า "ฉันก็เหงาเหมือนกัน แต่ว่าฉันกลับลงไปไม่ได้ แต่เจ้าลงไปได้นี่ ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้ากลับลงไป และความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า" จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า แล้วตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งผ่านความรัก ความคิดถึงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ

เอี่ยมถึง apartment ฝนหยุดตกแล้ว

...จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตก แล้วเราจะรู้สึกคิดถึงคนที่เรารักคนที่เราผูกพัน และบางครั้ง ท้องฟ้าก็ส่งความเหงาลงมาด้วย**

เอี่ยม
ไม่สนใจเดือนปีวันที่และเวลา

*ท่อนหนึ่งจากเพลง Miss You Nights ของ Cliff Richard เขียนโดย Dave Townsend

**ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าใครแต่งนิทานเรื่องนี้ แต่สามารถหาอ่านได้ทั่วไปใน internet เอี่ยมคัดลอกมาทั้งหมดคำต่อคำ แต่จำไม่ได้ว่าจากที่ไหน เพราะคัดลอกมาไม่น่าจะต่ำกว่า 3 ปีแล้ว

--

ข่าวสั้น:
รายงานจาก Columbia, MO กำหนด Universe เป็นนักศึกษาของ University of Missouri

การแข่งขันบาสเกตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมชาติไทยกับทีมรวมดาราเอเชียตะวันออก (จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2551 ณ ศูนย์กีฬาของมหาวิทยาลัยได้จบลงแล้ว หลังจากขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดถึง 4 ควอเตอร์ ผลปรากฏว่าทีมชาติไทยพ่ายไป 49-63 ในการนี้ เอี่ยม การ์ดขวาของทีมทำไปทั้งสิ้น 5 คะแนน
7月31日

ประกาศ! แก้ไข Obbligato (หนังสือรุ่น MWIT13) และ Replay (หนังสือรุ่น MWIT14)

ประกาศ! แก้ไข Obbligato (หนังสือรุ่น MWIT13) และ Replay (หนังสือรุ่น MWIT14)
 
เอี่ยมจินตนาการว่า เมื่อเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ MWIT เห็นหัวข้อนี้แล้ว จะมีอาการเหมือนดากานดาในหนังเรื่อง เพื่อนสนิท ฉากที่ไข่ย้อยบอกรักดากานดา นั่นคือ ตาค้างและมองลงต่ำเล็กน้อย ปากเผยอขึ้นและกล่าวประโยคเรียกน้ำตาที่ว่า "แกมาทำอะไรเอาตอนนี้"
 
ข้ามเรื่องนี้ไปเถอะครับ เอาเป็นว่าเอี่ยมขอแจ้งข้อผิดพลาดที่สำคัญของข้อมูลในหนังสือรุ่นทั้งสองเล่มดังกล่าวให้ทราบละกัน เพื่อให้หนังสือรุ่นทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ สามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง
 
เอี่ยมพบจุดผิดพลาดอยู่ 2 จุดดังต่อไปนี้
 

จุดที่ 1 : ใน Obbligato หน้า "เรื่องราวของเอเลี่ยน"
 
ในกรอบการ์ตูนกรอบแรกเขียนว่า
 
...หลายคนคงจำกันได้ ช่วงตุลาคม47ที่ผ่านมา "เอเลี่ยน" ที่ไม่เคยมีใครสนใจ ตามสาวmwitt ออกไปกินข้าวหน้าโรงเรียนและถูกรถชน...
 
ประโยคดังกล่าวมีจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซึ่งเอี่ยมขอแก้ดังนี้ครับ
 
...หลายคนคงจำกันได้ ช่วงตุลาคม46ที่ผ่านมา "เอเลี่ยน" ที่ไม่เคยมีใครสนใจ ตามสาวmwitt ออกไปกินข้าวหน้าโรงเรียนและถูกรถชน...
 
ใช่แล้ว! เอเลี่ยนถูกรถชนเมื่อตุลาคม 2546 ไม่ใช่ตุลาคม 2547
 
มีหลักฐานพิสูจน์ดังต่อไปนี้ครับ
 
1. ใน THeAvantGarde (หนังสือรุ่น MWIT11) หน้า "THE Alien : series" ภาพการ์ตูนด้านล่างสุดเล่าเรื่องว่าเอเลี่ยนถูกรถชน
 
พี่ๆรุ่น 11 จบ ม.6 ในปีการศึกษา 2546 เพราะฉะนั้นเอเลี่ยนไม่ได้ถูกรถชนเมื่อตุลาคม 2547 อย่างแน่นอน
 
หรืออีกนัยหนึ่ง ลองถามพี่ๆรุ่น 11 ที่ความจำดี ก็จะทราบแน่นอนว่า เอเลี่ยนถูกรถชนตอนที่พี่ๆยังเรียนอยู่ที่โรงเรียน ไม่ใช่ตอนพี่ๆจบออกมาแล้ว
 
2. อันนี้เป็นความทรงจำของเอี่ยมเอง : เชื่อเถอะครับ อะไรที่ไม่ใช่วิชาการ(โดยเฉพาะชีววิทยา) เอี่ยมจะจำได้แม่นมาก ไม่เชื่อลองถาม พี่มิ้นท์ (ย่ารหัสของเอี่ยม) พี่เมย์ (พี่รหัสของเอี่ยม) น้องน้ำ (น้องรหัสของเอี่ยม) หรือทิวสนดูก็ได้ (ไอ้หมอนี่เกี่ยวอะไร - ไว้นอกรอบละกันครับ)
 
เวลานั้นคือ เดือนตุลาคม 2546 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เอี่ยมกำลังเข้าค่าย สอวน.คณิตศาสตร์ค่าย 1
 
ในการเข้าค่าย สอวน.คณิตศาสตร์ค่าย 1 นั้น เอี่ยมกับเพื่อนๆอีกหลายคนจะพักที่หอพักของโรงเรียนของเรานี่แหละ จากนั้นก็จะนั่งรถบัสไปเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยตอนเช้า และนั่งรถบัสกลับโรงเรียนตอนเย็น กิจกรรมซ้ำกันอย่างนี้จนจบค่าย
 
เย็นวันหนึ่ง เมื่อเอี่ยมออกไปกินข้าวหน้าโรงเรียนและกลับเข้าโรงเรียน เอี่ยมก็ได้ข่าวว่าเอเลี่ยนถูกรถชน  และก็มีนักเรียนพาเอเลี่ยนไปส่งโรงพยาบาล (ได้ยินแว่วๆว่า ส่งไปรักษาที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ ใน ม.) เท่าที่เอี่ยมจำได้ก็มีน้ำหวาน/7 มิ้นท์/1 และพี่นิวรุ่น12 หลังจากนั้นยังมีกล่องรับบริจาคสีขาวจัดทำโดยกลุ่มคนข้างต้น ให้พวกเราสมทบทุนค่ารักษาเอเลี่ยนด้วย
 
จุดที่ช่วยให้เอี่ยมจำเรื่องนี้ได้แม่นขึ้นก็คือ ที่ค่าย สอวน.นั้น เอี่ยม กีต้าร์/7 และน้ำหวานจะเรียนอยู่ห้อง 5 (ห้องบ๊วยนั่นแหละ ในขณะที่น้องน้ำเรียนอยู่ห้อง 2 เก่งมากเลย) แต่ช่วงนั้นน้ำหวานและเพื่อนๆบางคนไม่ได้เข้าเรียนเป็นบางครั้ง เอี่ยมและกีต้าร์ก็จะคอยเช็คชื่อแทน และสิ่งที่ทำให้กีต้าร์รำคาญใจมากก็คือ ใบเช็คชื่อที่พิมพ์ชื่อจริงของน้ำหวานผิดและไม่เคยแก้ซักที (พิมพ์ผิดจาก นวภัทร์ เป็น นวภีร์) ทำให้กีต้าร์ต้องแก้ให้ทุกครั้ง
 

จุดที่ 2 : ใน Replay คอลัมน์ "Mwit ขอเม้าท์" เรื่อง "Season change หนังเรื่องแรกของเด็ก MWIT" (จริงๆแล้วต้องสะกดว่า seasons change)
 
ประโยคหนึ่งใน paragraph เขียนว่า
 
เมื่อตอนที่กำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่ดุริยางคศิลป์สมัยเราเพิ่งเข้าม.4
 
ประโยคดังกล่าวมีจุดที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซึ่งเอี่ยมขอแก้ดังนี้ครับ
 
เมื่อตอนที่กำลังถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่ดุริยางคศิลป์สมัยเราอยู่ ม.5
 
ใช่แล้ว! น้องๆรุ่น14 เข้ากล้องแสดงเป็นตัวประกอบเมื่อน้องๆอยู่ ม.5 ไม่ใช่ ม.4
 
มีหลักฐานพิสูจน์ดังต่อไปนี้ครับ
 
1. - ในหนังสือ seasons change : จากร้อนสู่ฝนจนถึงหนาว หน้า 55 และ 56 ระบุไว้ว่าวันแรกของการถ่ายทำภาพยนตร์คือวันที่ 27 สิงหาคม 2548
- ใน Special Features DVD ของภาพยนตร์ หัวข้อ กว่าอากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อย ระบุไว้ว่าวันสุดท้ายของการถ่ายทำภาพยนตร์คือวันที่ 29 พฤศจิกายน
- ภาพยนตร์เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2549 (วันนั้นเอี่ยมไปดูที่ Major Cineplex รัชโยธิน เวลา 12:15 ที่นั่ง D20) เป็นวันเดียวกับที่เอี่ยมพบดุจดาวครั้งแรกและตกหลุมรักดุจดาวแบบลึกสุดใจ
 
เพราะฉะนั้น ถ้าน้องๆรุ่น14 ไปเข้าฉาก วันที่เป็นไปได้ก็คือตั้งแต่ 27 สิงหาคม 2548 จนถึง 29 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งน้องๆอยู่ ม.5 แล้ว
 
2. จากความทรงจำของเอี่ยม : ก่อนหน้าที่น้องๆจะไปเข้าฉากเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กองถ่ายได้มาที่โรงเรียนเพื่อเกณฑ์ตัวประกอบ จึงได้มีการติดต่อผู้แทนนักเรียน (หนึ่งในนั้นคือเอี่ยม) เพื่อรับทราบ กระจายข่าว และให้เบอร์โทรติดต่อ และยังบอกด้วยว่า ใครที่ดูดีอาจจะได้เข้ากล้องแบบชัดๆ (น้องๆที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้มีมากมาย เช่น น้องหลิงหลิง น้องแน็ก น้องพลอย น้องหยุน น้องแป้ง น้องอุ๊)
 
ผู้แทนนักเรียนเป็นผลจากการปฏิวัติของคณะปฏิวัติเมื่อมกราคม 2548 และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างหลังจากมีการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียน ม.6 รุ่น13 เมื่อเปิดเทอม 1 ปีการศึกษา 2548 แล้ว
 
เป็นการย้ำอีกครั้งว่า น้องๆรุ่น 14 อยู่ ม.5แล้วครับ (น้องรุ่น 14 อยู่ ม.5 ในปีการศึกษา 2548)
 
เพิ่มเติมข้อมูลเล็กน้อย น้องๆไปเข้าฉากกันบ่ายวันพุธ ซึ่งเป็นวันที่นักเรียนชาย (รวมถึงเอี่ยมด้วย) ไปเรียน รด. และนักเรียนหญิงก็ว่าง ฉะนั้นนักเรียน MWIT ที่ไปเข้าฉากจึงเป็นนักเรียนหญิง (น่าจะ) ทั้งหมด และทำให้เอี่ยมพลาดการเป็นตัวประกอบอย่างน่าเสียดาย
 
เอี่ยมได้คุยเรื่องนี้กับน้อง Bank ห้อง4 รุ่น14 แล้ว น้อง Bank เชื่อว่าเป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายข้อมูลที่ไม่มีใครทักท้วง
 

จนถึงเวลานี้ มีเพียงข้อผิดพลาด 2 ข้อนี้เท่านั้นที่เป็นข้อผิดพลาดที่มีนัยสำคัญที่เอี่ยมพบ (และเชื่อว่ามีเพียงเท่านี้)
 
คิดถึง MWIT และทุกๆคนครับ
 
เอี่ยม
31/07/2008
0145
6月25日

เรื่องตลก 6 เรื่อง

ที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้เป็นเรื่องตลก 6 เรื่อง

4 เรื่องแรกเป็นเรื่องตลกที่ผ่านการจัดอันดับโดยเอี่ยมแล้ว ว่าเป็นเรื่องตลก(ที่เอี่ยมรู้จัก)ที่ตลกที่สุดตามลำดับ เอี่ยมจัดอันดับโดยพิจารณาจากปฏิกิริยาของเอี่ยมเมื่อได้ฟัง และปฏิกิริยาของคนฟังเมื่อเอี่ยมนำไปเล่า

ส่วนอีก 2 เรื่อง เป็นเรื่องตลกที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตเอี่ยม และมุกตลกสั้นที่เอี่ยมคิดขึ้นและใช้จริง

ก่อนอ่านต่อ ขอเตือนว่า บทความนี้เต็มไปด้วยภาษาวิบัติ (เนื่องจากถอดมาจากภาษาพูด และต้องการคงอรรถรสไว้) คำหยาบคายเล็กน้อย เนื้อหาลามกนิดหน่อย จนหลายคนอาจไม่เชื่อว่า นี่เป็นงานเขียนของเอี่ยม แต่ขอให้คิดซะว่าเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศละกันครับ

เพื่อความไม่ประมาท หลังเลขลำดับเรื่อง เอี่ยมได้ทำการจัด rating ของเรื่องตลกแต่ละเรื่องไว้แล้ว ตามวิจารณญาณของเอี่ยม โดยใช้แบบเดียวกับของโทรทัศน์

สุดท้าย เอี่ยมยังยืนยันที่เล่าเรื่องตลกต่อไปนี้ให้ทุกๆท่านฟัง แม้จะเป็นการละเมิดกฎเหล็กข้อแรกของการเล่าเรื่องตลกที่ว่า "ห้ามบอกว่ามีเรื่องตลกมาเล่าให้ฟัง"

เชิญครับ...


1. (อันดับที่ 4) rating : น13

มีอาแปะขายซาลาเปาคนหนึ่งเข็นซาลาเปาเข้าไปขายในหมู่บ้านทุกวัน ซึ่งก็ขายหมดทุกวัน เพราะซาลาเปาของอาแปะอร่อย ราคาไม่แพงและอาแปะก็นิสัยดี คนในหมู่บ้านจึงเป็นลูกค้าประจำของอาแปะ

เรื่องเดียวที่รบกวนหัวใจของชาวหมู่บ้านลูกค้าของอาแปะก็คือ อาแปะชอบใช้มือหยิบซาลาเปาใส่ถุงให้ลูกค้า แทนที่จะใช้ที่คีบที่มีวางอยู่บนรถเข็นอยู่แล้วแต่อาแปะก็ไม่เคยใช้ อาแปะบอกว่า แกถนัดของแกอย่างนี้ ใครจะว่ายังไงแกก็ไม่สน เพราะยังไงซาลาเปาแกก็ขายดี

อยู่มาวันหนึ่ง อาแปะก็เข็นซาลาเปาเข้ามาขายตามปกติ เนื่องจากแกปวดฉี่ แกก็เลยแวะฉี่ใต้ต้นมะขามหน้าหมู่บ้าน เมื่อฉี่เสร็จก็เข็นซาลาเปาเข้ามาในหมู่บ้าน โชคไม่ดีที่เผอิญมีคนมาเห็นเข้า ก็เลยไปบอกคนทั้งหมู่บ้านว่า อาแปะยืนฉี่แล้วไม่ล้างมือจะเข้ามาขายซาลาเปา วันนั้นคนทั้งหมู่บ้านก็เลยไม่มีใครคิดจะซื้อซาลาเปาของอาแปะกิน

วันนี้อาแปะก็แปลกใจ เพราะผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้วก็ไม่เห็นมีใครมาซื้อซาลาเปาของแก เมื่อมีคนผ่านแกก็ถามว่า

"นี่ๆ ลื้อพอรู้ไหมว่าทำไมไม่มีคนซื้อซาลาเปาอั๊วเลยล่ะ"

"อ้าว ก็เมื่อเช้าอาแปะยืนฉี่หน้าหมู่บ้านไม่ล้างมือ แล้วอาแปะจะเข้ามาขายซาลาเปา จะมาเอามือหยิบซาลาเปาขายให้พวกเรา แล้วใครจะซื้อล่ะ"

เมื่ออาแปะได้ยินดังนั้นก็ตกใจ คิดข้อแก้ตัวไม่ออก เผอิญมองไปเห็นที่คีบซาลาเปาบนรถเข็นก็เลยแก้ตัวไปว่า

"อ๋อ พวกลื้อนี่ไม่รู้อะไร เวลาอั๊วหยิบซาลาเปา อั๊วใช้มือ แต่เวลาอั๊วฉี่น่ะ อั๊วใช้ที่คีบ"


2. (อันดับที่ 3) rating : ฉ

มีชายคนนึง เพิ่งได้เงินเดือนมา หลังจากหักเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว ก็นำเงินที่เหลือเพียงน้อยนิดติดตัวไปเข้าร้านเหล้าหน้าปากซอย เมื่อเข้าไปนั่งก็สั่งกับบริกรทันที

"น้อง เอาเหล้าถูกๆมากินขวดนึงดิ๊"

บริกรก็นำเหล้ามาให้ เมื่อดื่มเสร็จก็เมาตุปัดตุเป๋ออกไปซอยข้างร้านและหลับอยู่ตรงนั้น บังเอิญมีเกย์เดินผ่านมาเห็น เกย์คนนั้นเห็นทางสะดวกก็เลยจัดการตุ๋ยชายคนนั้น เมื่อเสร็จก็ทิ้งเงินไว้ให้แล้วก็จากไป

วันต่อมา ชายคนเดิมเดินเข้าไปร้านเหล้าอีก พร้อมกับสั่งเหล้า

"น้อง วันนี้เอาเหล้าถูกๆมา 10 ขวดเลย วันนี้พี่มีเงิน"

เสร็จแล้วก็เหมือนเดิม เมาหลับที่เก่า แต่วันนี้เกย์คนเดิมมากับพรรคพวกอีก 10 คน เกย์ทั้งกลุ่มจึงจัดการเรียงคิวจนเสร็จแล้วก็ทิ้งเงินไว้ให้

วันต่อมา ชายคนเดิมเดินเข้าไปร้านเหล้าอีก พร้อมกับสั่งเหล้า

"น้อง วันนี้เอาเหล้าแพงๆมากิน 2 ขวดดิ๊"

บริกรก็อดสงสัยไม่ได้

"พี่ครับ ทำไมถึงเปลี่ยนมากินเหล้าแพงแล้วล่ะ"

"อ๋อ ความจริงพี่ก็อยากกินเหล้าถูกน่ะนะ แต่เผอิญกินมาสองวัน ทั้งสองวัน เจ็บตูดชิบหายเลย"


3. (อันดับที่ 2) rating : น13

ชายขี้เมาคนหนึ่งไปดื่มเหล้าที่ถนนข้าวสารในคืนวันศุกร์ เมื่อดื่มจนเมาจนพอใจแล้วก็เรียก taxi เพื่อจะกลับบ้าน เมื่อพาร่างกายขึ้นรถได้แล้วก็บอกกับคนขับว่า

"น้อง ไปส่งพี่ที่วัดพระศรีหน่อย วัดพระศรีมหาธาตุนะ ถึงแล้วปลุกพี่ด้วย"

"ได้ครับพี่"

แล้วชายขี้เมาก็หลับไป

ชายขี้เมารู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อรถจอด ชายขี้เมาก็ควัก 500 ขึ้นมาจ่าย

"เอาไปเลยน้อง ไม่ต้องทอน"

แล้วก็เปิดประตูลงจากรถไปในทันที

ชายขี้เมาก็เดินจะเข้าไปในประตูวัด เพราะจะเข้าบ้านได้นั้นต้องเข้าทางประตูวัด แต่เมื่อเดินเข้าไปเกือบจะถึงประตูวัดก็รู้สึกถึงความผิดปกติเพราะรู้สึกว่าประตูวัดจะใหญ่ผิดปกติ แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง

เฮ้ย! นี่มันวัดพระแก้วนี่หว่า

แมร่งเอ๊ย บอกให้ไปส่งที่วัดพระศรีมหาธาตุ ทำไมมาส่งกรูที่วัดพระแก้ววะ อ๋อ สงสัยไอ้ taxi แมร่งหูตึง ฟังเป็นวัดพระศรีรัตนศาสดารามแหงเลย ไอ้หอยเอ๊ย จ่ายไปตั้ง 500 ซะด้วย เอาวะ ขึ้น taxi อีกคันก็ได้วะ

ว่าแล้ว ชายขี้เมาก็เดินกลับไปที่ถนนแล้วก็เปิดประตูขึ้น taxi คันใหม่ทันที

"เฮ้ยน้อง ไปส่งพี่ที่วัดพระศรีหน่อยดิ๊ วัดพระศรีมหาธาตุนะเว้ย ที่อยู่ที่บางเขนน่ะ ไอ้ taxi คันเมื่อกี้แมร่งเฮงซวย บอกให้ไปส่งที่วัดพระศรี เสือกมาส่งที่วัดพระแก้ว"

คนขับ taxi หันมามองชายขี้เมาแล้วพูดว่า

"พี่ครับ รถมันติดไฟแดงอยู่ เมื่อกี้พี่ลงไปทำอะไรครับ"


4. (อันดับที่ 1) rating : น18

ณ บาร์ของแวมไพร์แห่งหนึ่ง ทุกๆคืนจะมีแวมไพร์แวะมาดื่มเสมอ

ลูกค้าคนแรกของคืนนี้เป็นแวมไพร์เศรษฐี เดินเข้ามาแล้วสั่งเครื่องดื่ม

"น้อง เอาเลือดสาวบริสุทธิ์มาแก้วนึง"

เมื่อดื่มเสร็จก็จ่ายเงินแล้วจากไป

ลูกค้าคนที่สองเป็นแวมไพร์ชนชั้นกลาง เดินเข้ามาแล้วสั่งเครื่องดื่ม

"น้อง เอาเลือดหญิงวัยกลางคนมาแก้วนึง"

เมื่อดื่มเสร็จก็จ่ายเงินแล้วจากไป

ลูกค้าคนที่สามเป็นแวมไพร์รากหญ้า เดินเข้ามาแล้วสั่งเครื่องดื่ม

"น้อง เอาเลือดหญิงชรามาแก้วนึง"

เมื่อดื่มเสร็จก็จ่ายเงินแล้วจากไป

ลูกค้าคนสุดท้ายเป็นแวมไพร์ยาจก เดินเข้ามาแล้วสั่งเครื่องดื่ม

ลองทายดูซิว่า เขาจะสั่งอะไร

...

"น้อง เอาน้ำเปล่ามาแก้วนึง"

แล้วไงต่อ...

จากนั้นแวมไพร์ยาจกก็หยิบผ้าอนามัยใช้แล้วออกมา หย่อนลงไปในแก้วน้ำ เขย่าสองสามที ยกดื่ม จ่ายเงินแล้วจากไป


5. rating : น13

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการประชุมกลุ่ม project วิชา Digital System Design เมื่อเอี่ยมนำเสนอความคิดในที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วย ดล ออฟ โบว์ และบอย

"เราก็ติด sensor 2 ตัวไว้ที่วงกบประตู ตัวนึงติดไว้ฝั่งด้านในห้อง อีกตัวติดไว้ด้านนอก แล้วก็ต่อเข้ากับ counter circuit..."

เมื่อเอี่ยมอธิบายจนจบ ออฟก็ทำลายความเงียบลง

"เอี่ยม กรูมีคำถามว่ะ"

เอ๊ะ สงสัยเอี่ยมคงจะอธิบายวงจรงงไปรึปล่าว หรือ algorithm ซับซ้อนไป

"วงกบประตูคืออะไรวะ"

เฮ้ย อะไรเนี่ย ถามอะไรไม่ถาม

"ไอออฟ อะไรมรึงเนี่ย ไม่รู้จักวงกบประตูเหรอวะ โคตรลาวเลยว่ะ"

แล้ว ดล โบว์ บอย ก็พูดขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

"เอ่อ กรู/เรา ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่ะ/น่ะ"

เฮ้ย อะไรกันวะเนี่ย

หันไปเห็นเพชรยืนอยู่ที่ประตู

"เพชร ชี้ให้พวกนี้ดูเป็นบุญตาหน่อยดิ๊ ว่าตรงไหนคือวงกบประตู"

แล้วเพชรก็ชี้...

เฮ้ย นั่นมันลูกบิดประตูโว้ย อะไรกันเนี่ย เด็ก CPE ไม่รู้จักวงกบประตู!

แล้วโบก็เป็นความหวังสุดท้าย

"โบ ชี้วงกบประตูให้ดูหน่อย"

แล้วโบก็ชี้...

นั่นมันบานพับ...ฮ่วย

"โอ๊ย เอี่ยม อะไรเมิงเนี่ย ไม่มีใครรู้จักวงกบประตูอะไรของเมิงหรอก"

สรุปเป็นความผิดของเอี่ยมใช่ไหมเนี่ย แล้ว CPE กี่คนกันแน่ที่รู้จักวงกบประตู

แล้วคุณล่ะ รู้จักวงกบประตูไหม?


6. rating : น13

ปิดท้ายด้วยมุกที่เอี่ยมใช้ในการแสดงตอนค่าย 2 ที่ MWIT มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นมุกที่คิดขึ้นเองสดๆก่อนแสดง

"ผู้ชายผลิตอสุจิครั้งแรกเมื่อไหร่"
"เมื่อคืนนี้ครับ"

หัวเราะท้องแข็งกันทั้งหอประชุม...

5月7日

รายงานสถานการณ์ด่วน : เอี่ยม VS แมลงสาบ

เมื่อเวลา 1 นาฬิกาของวันนี้ เมื่อเอี่ยมได้สั่ง defragment HDD เรียบร้อยแล้ว เอี่ยมก็ลงไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาของกิน เจอ lasagna ที่ท่านพ่อกินเหลือไว้ จึงนำออกมากิน เมื่อกินเสร็จ จึงจัดการทำความสะอาดและเตรียมตัวไปอาบน้ำ

ทันใดนั้นเอง เอี่ยมก็เหลือบไปเห็นแมลงสาบตัวหนึ่ง ขนาดยาวประมาณ 5 cm กำลังไต่มาตามข้างฝาลงมาที่ชั้นกาแฟ

ถ้าหม่อมแม่ทราบว่า มีแมลงสาบย่างกรายเข้ามาในห้องครัว หม่อมแม่คงไม่ปลื้มแน่

เอี่ยมจึงกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น เพื่อเตรียมตัวทำศึก

เอี่ยมกลับเข้ามาในห้องครัวอีกครั้ง ในชุดนอน MWIT ครึ่งท่อนบน มือซ้ายถือไม้ช็อตยุง (mosquito zapper) มือขวาถือ Shieldtox เขียว

สงครามเริ่มต้น...

เอี่ยมค่อยๆย่องเข้าหาแมลงสาบอย่างช้าๆและแผ่วเบา แมลงสาบยังคงกระดิกหนวดอย่างสบายใจ เอี่ยมค่อยๆยกกระป๋อง Shieldtox ขึ้นประทับเล็ง เป้าหมายห่างจากปากกระบอก 15 cm แล้วเอี่ยมก็ลั่นไก...

ออกมาแต่ลม!

เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น!?

ในขณะที่เอี่ยมกำลังตกใจกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แมลงสาบซึ่งรับรู้ถึงข้าศึกที่บุกเข้าโจมตีแล้ว ก็คลานหนีอย่างรวดเร็วเข้าไปข้างหลังเตาไมโครเวฟ ไม่มีเวลามาหัวเราะสะใจในความโง่ของเอี่ยมที่ลืมเขย่ากระป๋อง Shieldtox ก่อนใช้

ใช่! เอี่ยมลืมเขย่ากระป๋อง!

เมื่อนึกขึ้นได้ เอี่ยมก็เขย่ากระป๋องในทันที แล้วเอี่ยมก็ทราบว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์นอกเหนือความคาดหมาย...

เมื่อได้เขย่ากระป๋อง Shieldtox ที่เบาหวิว ก็พบความจริงว่า สารเคมีในกระป๋องเหลือน้อยเต็มที ซึ่งปริมาณของสารเคมีก็มีผลต่อระยะการฉีดพ่นด้วย Shieldtox ในมือเอี่ยมตอนนี้จึงไม่ต่างกับ Magnum Sniper Rifle ที่เหลือกระสุนเพียง 2 นัด และระยะหวังผลเพียง 10 เมตร

เมื่อเอี่ยมติดตามแมลงสาบไปถึงด้านหลังเตาไมโครเวฟ แมลงสาบก็หายไปแล้ว

แล้วเอี่ยมก็ตกเป็นฝ่ายตั้งรับในฉับพลัน...

ไม่รอช้า เอี่ยมจัดการเปิด switch ไม้ช็อตยุงทันที ตั้งการ์ดไว้เหนือหัว เพื่อเตรียมรับมือการจู่โจมทางอากาศ Shieldtox ในมือเล็งต่ำ เตรียมรับมือการจู่โจมภาคพื้นดิน สายตากวาดไปรอบๆห้องครัวทุกตารางนิ้วอย่างใจเย็น

และแล้ว แมลงสาบก็โผล่ออกมา ไต่เลาะไปตามขอบพื้น มุ่งตรงไปยังประตูห้องน้ำ ด้วยความเร็วขนาดนี้ ละออง Shieldtox ไม่สามารถไล่ทันได้ เอี่ยมจึงต้องไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว แมลงสาบกำลังไต่ข้ามธรณีประตูห้องน้ำไปแล้ว

แล้วมันก็ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เมื่อมันปีนข้ามธรณีประตูด้วยอารามรีบร้อน แล้วพลัดตกลงมา เอี่ยมจึงได้โอกาส ลั่นไกในระยะประชิดทันที

ละออง Shieldtox โดนเข้ากลางหน้าของแมลงสาบ แต่ด้วยความเจือจางของละออง ทำให้แมลงสาบยังสามารถพาร่างกายที่บาดเจ็บเลาะไปตามขอบพื้น มุ่งหน้าไปทางตู้เย็น เพื่อเข้าไปหลบภัยข้างใต้นั้น

มันทำได้ดีมาก แต่ยังดีไม่พอ...

เอี่ยมจัดการจู่โจมเป้าหมายซ้ำอีกครั้งเข้าที่ขาหลัง ขณะที่มันใช้พลังเฮือกสุกท้ายมุดเข้าไปใต้ตู้เย็น

พลังเฮือกสุดท้าย...กระสุนนัดสุดท้าย...

แล้วรังเพลิงก็พลันว่างเปล่า...

สมรภูมิเงียบสงบ...

สงครามจบลงแล้ว...

เอี่ยม
4 พฤษภาคม 2551
0130

4月29日

ประชาสัมพันธ์ถึงชาว MWIT เรื่อง Home Coming Week

*แก้ไขอย่างมีนัยสำคัญครั้งล่าสุด 29/4/2008 เวลา 2200
แก้ไขอย่างไม่มีนัยสำคัญครั้งล่าสุด 30/4/2008 เวลา 0000
 
สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ MWIT ทุกคน
 
เอี่ยมมีข่าวมาประชาสัมพันธ์กับทุกๆคนเรื่อง Home Coming Week ครับ หวังว่าทุกๆคนจะพยายามอ่านจนจบ
 
เอี่ยมขอแนะนำบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนนะครับ
 
- ท่าน ผอ. ที่รักของพวกเราทุกคน
- อ.กนกนาถ อาจารย์ฝ่ายแนะแนว
- อ.วัชชิรทาน (อ.ฟร้องซ์) อาจารย์ที่ท่าน ผอ. มอบหมายให้รับผิดชอบเรื่อง Home Coming Week
- เอี่ยม นักเรียนเก่า MWIT13 ห้อง 9
 
อะไรคือ Home Coming Week?
 
Home Coming Week คือภาคขยายของ Home Coming Day ครับ (ขออนุญาตไม่อธิบายว่าอะไรคือ Home Coming Day)
 
เพื่อลดความงง เอี่ยมจะแบ่งบทความนี้เป็น 5 หัวข้อย่อยนะครับ
 
1. ที่มาและความสำคัญ
2. ลักษณะกิจกรรมและตารางกิจกรรม
3. รายละเอียดกิจกรรม
4. พันธกิจและช่องทางการติดต่อ
5. คำถามที่คาดว่าจะถูกถามบ่อย
 
เริ่มเลยนะครับ
 

1. ที่มาและความสำคัญ
 
มีเหตุผลหลายเหตุผลครับ
 
เริ่มด้วยเหตุผลแรก ทราบจาก อ.ฟร้องซ์ว่าท่าน ผอ.รู้สึกว่า กิจกรรม Home Coming Day ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ดูเหมือนเป็นกิจกรรมที่นักเรียนเก่าเข้ามาวุ่นวาย เฮฮาปาร์ตี้ในโรงเรียนแค่วันเดียว แล้วก็กลับไป ไม่เห็นได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
 
เอี่ยมขออนุญาตขยายความและวิเคราะห์จากมุมมองของเอี่ยมนะครับ
 
ถึงแม้เอี่ยมจะไม่ทราบวัตถุประสงค์ของ Home Coming Day ดีเท่าไหร่นัก แต่จากลักษณะของกิจกรรมแล้ว เอี่ยมมั่นใจว่ากิจกรรม Home Coming Day มีประโยชน์อย่างแน่นอน ที่แน่นอนที่สุดก็คือ ทำให้นักเรียนเก่าได้กลับมาเยี่ยมโรงเรียน อาจารย์ และน้องๆ ได้มีเรื่องพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์กัน ฯลฯ
 
ตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้ Home Coming Day ไม่สัมฤทธิ์ผลน่าจะเป็น "เวลา"
 
มาดูตารางเวลากิจกรรมคร่าวๆ (จากความทรงจำ) ของ Home Coming Day 2 ปีล่าสุดกัน
 
ปี 2549
วันศุกร์เย็น : กิจกรรมนันทนาการพี่น้อง (ดนตรี + กีฬา)
วันเสาร์เช้า : พี่พบน้อง พูดคุยกันเรื่องการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยมีน้องๆนั่งกันเป็นแถวๆในหอประชุม พี่ๆนั่ง+ยืนเป็นแถวหน้ากระดานหน้าหอประชุม
 
ปี 2550
วันศุกร์เย็น : พี่พบน้อง พูดคุยกันเรื่องการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย โดยมีน้องๆนั่งกันเป็นแถวๆในห้อง AV3 (ห้องสมุดเก่า) พี่ๆนั่งเป็นแถวหน้ากระดานหน้าห้อง
วันเสาร์เช้า : พี่ห้องพบน้องห้อง กิจกรรมสนุกสนาน
วันเสาร์บ่ายอ่อน : นักเรียนเก่าพบท่าน ผอ. (วันนั้นได้พบใน VDO เพราะท่าน ผอ.ติดธุระ)
วันเสาร์บ่ายแก่ : Alumni talk พูดคุยเรื่องปัญหาที่นักเรียนไม่บรรลุอุดมการณ์และเป้าหมายของโรงเรียน การอธิบายเรื่องของโรงเรียนต่อสังคม การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งของนักเรียนเก่า และทำในสิ่งที่ "เรา" ทำได้
 
จะเห็นได้ว่าเวลาที่น้อยเกินไปนั้น ทำให้กิจกรรมออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมพี่พบน้อง
 
- พี่ๆนั่งกันเป็นแถวๆหน้าน้องๆ ได้พูดกันคนละนิดคนละหน่อย (ไม่เกิน 15 นาที) ในหัวข้อที่แทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ขาดความต่อเนื่องของเนื้อหา และด้วยเวลาที่มีจำกัด จึงไม่สามารถลงรายละเอียดได้ รวมทั้งไม่สามารถใช้สื่อประกอบการบรรยายได้ เช่น powerpoint slides
- น้องๆที่เข้าฟังก็ไม่ได้ข้อมูลและประโยชน์มากเท่าที่ควร เพราะพี่ๆต้องผลัดกันพูดตลอด น้องๆหลายคนก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าร่วมดีหรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าพี่ๆจะพูดเรื่องอะไรบ้าง
- ด้วยเวลาที่จำกัด หัวข้อที่จะคุยจึงเป็นเรื่องการศึกษาต่อไปซะหมด ทั้งที่พี่ๆมีเรื่องอีกมากมายอยากจะพูดคุยกับน้องๆ เช่น ค่านิยมที่ดีในโรงเรียน ทัศนคติต่อกิจกรรมต่างๆ ฯลฯ
 
และเมื่อสังเกตตารางก็จะพบว่า พวกเราก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้กับโรงเรียนใน Home Coming Day เท่าที่ควร (ปีที่แล้วมี Alumni Talk ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ)
 
เหตุผลที่สองสืบเนื่องมาจากสิ่งที่เราพูดคุยกันใน Alumni Talk และสิ่งที่เราพอจะทำได้ อย่างเช่น ป่าวประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่า นักเรียนเก่าที่จบไปแล้ว แม้จะไม่ได้เข้าเรียนต่อในคณะวิทยาศาสตร์ ก็สร้างสรรค์ผลงานดีๆได้โดยใช้ความรู้ที่เรียน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และความมุ่งมั่น ซึ่งเราสามารถทำได้โดยการจัดแสดงผลงานของนักเรียนเก่า
 
จากทั้งหมดที่ได้นำเสนอมา เชื่อได้ว่า Home Coming Week น่าจะเป็นคำตอบที่ดี
 

2. ลักษณะกิจกรรมและตารางกิจกรรม
 
อ.ฟร้องซ์กับเอี่ยมได้ร่วมกันกำหนดรูปแบบกิจกรรม และร่างตารางคร่าวๆของ Home Coming Week แล้วครับ โดยจะจัดตั้งแต่วันอังคารที่ 1 จนถึงวันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม 2551 โดยยังคงรูปแบบกิจกรรมในวันเสาร์ไว้ตามเดิม และได้เพิ่มกิจกรรมดังต่อไปนี้
 
- ชั่วโมงบรรยายสำหรับน้องๆ โดยพี่ๆนักเรียนเก่า
- การนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์ของพี่ๆนักเรียนเก่า โดยเฉพาะพี่ๆรุ่น 11 ที่จบปริญญาตรีในปีนี้
- กิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์พี่น้อง
 
ตารางคร่าวๆหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ
 
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม
1700 - 2000 ชั่วโมงบรรยาย
 
วันพุธที่ 2 กรกฎาคม
1700 - 2000 ชั่วโมงบรรยาย
 
วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม
1700 - 2000 การนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์
 
วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม
1700 - 2000 กีฬา
 
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม
เช้า พี่ห้องพบน้องห้อง
บ่ายอ่อน พบท่าน ผอ. (ตัวแปรสำคัญคือ ช่วงเวลาว่างของท่าน ผอ.ครับ เพราะคงจะทราบล่วงหน้าก่อนไม่กี่วัน)
บ่ายแก่ Alumni Talk
 
และมีกิจกรรมนอกตารางเพิ่มเติม เช่น พี่ๆคุยกับน้องๆภาคกลางคืนบนหอพัก หรือพี่ๆอาจมาเตรียมการบรรยายหรือการนำเสนอผลงานล่วงหน้าตั้งแต่วันจันทร์
 
คราวนี้มาลงรายละเอียดในบางกิจกรรมนะครับ
 

3. รายละเอียดกิจกรรม
 
3.1 ชั่วโมงบรรยาย
 
ชั่วโมงบรรยายนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่พี่ๆจะมาบรรยายและพูดคุยให้น้องๆฟัง ชั่วโมงบรรยายนี้จะพัฒนาจาก Home Coming Day ที่ผ่านๆมา โดยจะมีการกำหนดหัวข้อในการบรรยายที่ชัดเจนและช่วงเวลาที่ชัดเจนไปเลย (แทนที่จะมานั่งหน้ากระดานหลายๆคน) เช่น
 
1800 - 1900 ห้อง AV1 แนะนำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ 2+2 Program บรรยายโดยพี่เอี่ยม
1900 - 2000 ห้อง AV2 Computer Science VS Computer Engineering : ความเหมือนที่แตกต่าง บรรยายโดยพี่เอี่ยม
 
เป็นต้น
 
โดยหัวข้อที่จะบรรยายจะมีที่มา 2 ที่ครับ ได้แก่

- ให้พี่ๆเสนอหัวข้อที่จะมาบรรยาย
- ให้น้องๆเสนอหัวข้อที่อยากฟังบรรยาย และติดต่อให้พี่ๆมาบรรยาย
 
การบรรยายในรูปแบบนี้จะดีกว่ารูปแบบเดิม ตรงที่พี่ที่ต้องการบรรยายจะได้บรรยายอย่างเต็มที่ และน้องๆจะสามารถเลือกฟังในหัวข้อที่ตัวเองสนใจได้จริงๆ กิจกรรมนี้จะตอบโจทย์การแนะแนวการศึกษาได้ตรงมากครับ
 
3.2 การนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์
 
คงไม่ต้องอธิบายมากสำหรับหัวข้อนี้ ผลงานในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็น Senior Project เท่านั้น แต่อาจเป็นผลงานอะไรก็ได้ที่น่าสนใจและแสดงถึงศักยภาพของพวกเรา กิจกรรมนี้จะตอบโจทย์เรื่องที่จะทำให้สังคมเห็นผลงานของนักเรียน MWIT ที่จบไปแล้ว ที่เข้าเรียนในคณะต่างๆ อ้อ! อ.กนกนาถเสนอด้วยว่าอาจใช้กิจกรรมนี้แนะนำคณะหรือภาควิชาของพี่ๆในภาคโปสเตอร์ด้วยก็ได้เป็นของแถม
 
หวังว่าที่อธิบายมาทั้งหมด คงจะทำให้ทุกๆคนเห็นภาพขึ้นมาบ้างนะครับ
 

4. พันธกิจและช่องทางการติดต่อ
 
มาถึงจุดนี้คงต้องขอชี้แจงให้ทุกๆคนทราบก่อนว่า ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแค่แผนการเบื้องต้นครับ เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม น้องๆรุ่น15 เอี่ยมและเพื่อนๆหลายคนก็เพิ่งทำค่ายใต้ (ค่ายสานสายใจปีที่ 3) เสร็จ ยังไงข้อมูลอย่างเป็นทางการจะตามมาภายหลังครับ
 
ขอสรุป "พันธกิจ" ของพวกเราตรงนี้เลยนะครับ
 
- ใครที่มีความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อสงสัย หรืออะไรก็แล้วแต่ เกี่ยวกับรูปแบบกิจกรรม ตารางกิจกรรม หรืออะไรก็แล้วแต่
- ใครที่มีหัวข้อที่ต้องการบรรยายให้น้องๆฟัง
- ใครที่ต้องการนำเสนอผลงานภาคโปสเตอร์ (ส่งไฟล์โปสเตอร์ให้โรงเรียน print ให้ด้วยก็ได้นะครับ ถ้าไม่สามารถนำโปสเตอร์มาได้)
 
ให้ติดต่อที่ อ.ฟร้องซ์ ตาม email และเบอร์โทรศัพท์นี้เลยครับ
 
อ.วัชชิรทาน (อ.ฟร้องซ์)
email : watch@mwit.ac.th
email สำรอง : mahidol_wit@hotmail.com
โทร. 08-4083-8988
 
สำหรับหัวข้อที่น้องๆต้องการให้พี่ๆบรรยายนั้น อ.กนกนาถรับปากว่าจะสอบถามจากน้องๆเมื่อเปิดเทอม และจะติดต่อไปหาพี่ๆกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุดครับ
 

5. คำถามที่คาดว่าจะถูกถามบ่อย
 
Q : ใครจะเป็นคนจัดงาน Home Coming Week?
A : อ.ฟร้องซ์บอกว่า คงจะเป็นนักเรียนที่เพิ่งจบไป ดังที่ผ่านๆมา (เหรอครับ? อันนี้เอี่ยมก็ไม่แน่ใจ) นั่นก็คือรุ่น 15
 
Q : นักเรียนเก่ารุ่นใดบ้างที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของ Home Coming Week?
A : ตามวิธีปฏิบัติที่ผ่านมา จะเห็นอยู่แล้วว่าจะเป็นตั้งแต่รุ่น 11 ลงมา แต่ในปีนี้ อ.ฟร้องซ์บอกว่า ผอ.อาจจะให้พี่ๆตั้งแต่รุ่น 1 - 10 เข้าร่วมด้วยครับ แต่ยังไม่ชัดเจน อ.ฟร้องซ์จะติดตามเรื่องนี้ให้
 
Q : จัดงานยาวขนาดนี้ พี่ๆจะว่างกันเหรอ?
A : เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกกันทุกปีครับ (ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหา) แน่นอนว่าพวกเราก็อยู่ต่างที่กันแล้ว จะว่างตรงกันหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ยังไงถ้ามีข้อมูลล่วงหน้าก่อนก็สามารถปรับเปลี่ยนตารางได้ตามความเหมาะสมครับ
 
Q : ที่ผ่านๆมา ดูน้องๆไม่เห็นจะกระตือรือล้นกับกิจกรรมนี้เท่าไหร่เลย จัดแล้วจะไม่เสียเวลาเปล่าเหรอ?
A : อย่างที่ทราบครับว่า กิจกรรม Home Coming Day เพิ่งจัดมาได้ไม่กี่ปี ย่อมไม่ได้ออกมาดีไปซะทุกอย่าง ก็ต้องทำใจที่น้องๆจะไม่กระตือรือล้น แต่ยังไงก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทุกปีอยู่แล้ว (อย่างปีนี้ก็จะ upgrade จาก Day เป็น Week) และที่สำคัญ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับทุกๆคน ถ้าน้องๆไม่สนใจ เอี่ยมว่าเราก็มี 2 ทางเลือก ก็คือ ล้มเลิกไปซะ กับปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าน้องๆจะสนใจ หวังว่าทุกๆคนจะเลือกอย่างหลังนะครับ งานทุกงานก็ต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดา ถ้าเอดิสันถอดใจตั้งแต่หลอดไฟหลอดแรกๆ ทุกวันนี้โลกของเราก็คงไม่สว่างไสวอย่างนี้หรอกครับ จริงมะ?
 
Q : ต่อไปนี้ Home Coming Week จะจัดสลับกับงานราตรีศรีตรังรึเปล่า?
A : เป็นคำถามที่เอี่ยมก็สงสัยครับ ว่ามีที่มาจากไหน ขยายความก็คือ จะเปลี่ยนจากการจัด Home Coming Week ทุกๆปี เป็นทุกๆ 2 ปี โดยจะจัดในปีที่ไม่มีงานราตรีศรีตรัง ตอนนี้คำตอบในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนครับ แต่เอี่ยมขอตอบจากความเห็นของเอี่ยมก่อนนะครับว่าคงไม่เป็นอย่างนั้น
ถึงแม้เอี่ยมจะไม่ทราบวัตถุประสงค์ของงานราตรีศรีตรังดีเท่าไหร่นัก แต่เอี่ยมก็พอบอกได้ครับว่า งาน 2 งานนี้มีจุดประสงค์และรูปแบบกิจกรรมแตกต่างกันชัดเจน
ราตรีศรีตรัง เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ของนักเรียนเก่าล้วนๆ ตั้งแต่รุ่น 1 ลงมา ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนปัจจุบัน พี่ๆมากินเลี้ยงกันตอนหัวค่ำ ดึกๆก็กลับกัน พี่ๆบางคนไม่เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ (ไม่อยากเสียค่าบัตร แค่มานัดเจอเพื่อนๆหน้าโรงเรียนแล้วไปสังสรรค์ที่อื่น)
ส่วน Home Coming Week ก็อย่างที่ร่ายมาทั้งหมดแหละครับ
 
Q : พี่ๆจะนำเสนอผลงานภาคบรรยายได้ไหม?
A : เป็นคำถามที่ดีครับ (อ้าว! ชมตัวเองซะงั้น) เอี่ยมได้หารือเรื่องนี้กับ อ.กนกนาถแล้วครับ และได้คำตอบว่า การนำเสนอผลงานภาคบรรยายคงไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก เพราะมีการนำเสนอภาคโปสเตอร์ซึ่งก็น่าจะเพียงพออยู่แล้ว และโดยเนื้อหาวิชาแล้วน้องๆก็คงไม่สนใจ oral presentation เท่าไหร่ (เอี่ยมก็มีผลงาน project เรื่องระบบตัดเสียงรบกวน และเชื่อว่าน้องๆคงไม่สนใจจะฟังเรื่อง Power Spectral Subtraction กับ Short-time Fourier Transform เท่าไหร่หรอกครับ) แต่ถ้าจะบรรยาย ก็คงไม่ปัญหาอะไรหรอกครับ
 
 
รบกวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน ที่ได้อ่านข้อความนี้ (จาก email หรือ space ของเอี่ยม) ช่วยๆกันส่งต่อหรือบอกต่อด้วยนะครับ
 
ถ้ามีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เอี่ยมจะแก้ไขเพิ่มเติมใน space ของเอี่ยมนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรจะถามเอี่ยม ก็เชิญตามสบายเลยนะครับ จะพยายามตอบเท่าที่จะตอบได้
 
ขอบคุณมากครับ
 
เอี่ยม
29/4/2008
2200
10月26日

เด็กชายอายุ 17 ปีมีเรื่องจะเล่าให้ฟังครับ.blog

/*

หลังจากการสอบ final ผ่านพ้นไป เอี่ยมก็ไม่รอช้าที่จะเขียนบทความใหม่สำหรับ space ทันที

แต่เวลาผ่านไป 2 สัปดาห์ มันก็มีความคืบหน้าไปมาก แต่ยังไม่มากพอ

แล้วเอี่ยมจะทำยังไงดี?

เล่าย้อนกลับไปเมื่อคืนนี้ ที่เอี่ยมพยายามจัดการกับหน่วยความจำใน computer ไม่ว่าจะเป็นการ defragment ลบข้อมูล ฯลฯ

แล้วเอี่ยมก็ค้นไปเจอบทความ 2 บทความอยู่ใน External Hard Disk Drive

บทความแรก เป็นบทความที่เอี่ยมเขียนเกี่ยวกับ "สิ่งที่สนใจ" เพื่อแนบไปกับสมัคร JSTP เมื่อธันวาคม 2548 แบ่งเป็น 3 บทความย่อย

การคัดเลือกรอบแรกของโครงการ JSTP นั้นจะพิจารณาผู้สมัครจากใบสมัครและบทความที่เขียนแนบไป เพื่อผ่านเข้าไปสู่รอบสอง (รอบสัมภาษณ์)

แน่นอน บทความนี้ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม...

บทความที่สอง เป็น "บันทึก...ห้าวันที่เขาชนไก่" เขียนเมื่อกุมภาพันธ์ 2549 เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ 2549 ในห้องหลังคาเดียวกัน webboard โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ( www.mwit.ac.th )

ลง 2 บทความนี้แก้ขัดไปก่อน ยังไงบทความต่อไปจะตามมาเร็วๆนี้ครับ

เอี่ยม
26/10/2550
0045

ปล. สิ่งที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ ถูกเขียนโดยเด็กชายอายุ 17 ปี ถึงแม้ในเวลานี้ผมจะมองเห็นจุดบกพร่อง ข้ออ่อนด้อยต่างๆในบทความ และสามารถปรับแก้มันให้ดีขึ้นได้ แต่เด็กชายอายุ 17 ปีในพื้นที่เล็กๆของหัวใจผมก็ขอร้องกับผมว่า ขอให้เขายังโลดแล่นอยู่ในหัวใจของผมอย่างนี้ต่อไปได้ไหม ผมตอบเขาว่า "ได้" ครับ

*/

public blog JSTPattachment extends Prompong'sSpace
{

1.

มีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก และเมื่อมันเกิดขึ้น หลายคนจึงเรียกมันว่า เรื่องมหัศจรรย์ หรือ ปาฏิหาริย์

แน่ใจหรือ?

บางเหตุการณ์ที่เราคิดว่าเกิดขึ้นได้ยาก มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นยากหรือมหัศจรรย์อย่างที่เราคิดก็ได้

ยังไงล่ะ?

ในความคิดของผม ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า ปาฏิหาริย์ หรือเรื่องมหัศจรรย์ ในทางคณิตศาสตร์ก็คือเรื่องที่มีความน่าจะเป็นว่าจะเกิดขึ้นน้อยมาก (ไม่ใช่ศูนย์เด็ดขาด มิฉะนั้น มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น)

ยกตัวอย่างเช่น การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล

โอกาสที่คุณจะถูกรางวัลที่ 1 ก็คือ 1/1000000 ต่อสลาก 1 หมายเลข

สมมติถ้าคุณซื้อสลากมา 1 ใบ แล้วถูกรางวัลที่ 1 คุณน่าจะดีใจที่ได้เงินรางวัล แต่ถ้าคุณจะดีใจเพียงเพราะเหตุการณ์ที่มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้นเพียง 1/1000000 เกิดขึ้นกับคุณ ผมมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นที่จะทำให้คุณดีใจ

ง่ายๆ ก็แค่ตรงไปที่คอมพิวเตอร์เครื่องที่ใกล้ที่สุด เปิดโปรแกรม Turbo C++ หรือโปรแกรมอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็นโปรแกรมที่รองรับภาษา C ก็ให้พิมพ์ source code ลงไปดังนี้ (ถ้าเป็นโปรแกรมอื่น ก็ลองนำแนวคิดไปใช้ละกัน)

#include<stdio.h>
#include<conio.h>
#include<stdlib.h>
void main()
{
    int i;
    clrscr(); //this line is unnecessary.
    randomize();
    for(i=0;i<9;i++)
       printf(“%d”,random(10));
    getch();
}

แล้ว run โปรแกรม

เรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นตรงหน้าคุณแล้ว เพราะความน่าจะเป็นที่เลข 9 ตัวเรียงตามลำดับดังเช่นปรากฏขึ้นตรงหน้าคุณจะถูกส่งออกมายังหน้าจอ เท่ากับ 1/100000000

จริง!?


2.

คุณเคยได้ยินเพลง เรื่องมหัศจรรย์ ของ โซฟา บ้างไหม

Intro: Cmaj7 G (2times)  
       Cmaj7                Bm7                  Cmaj7             Gmaj7
บนโลกนี้มีคนเป็นล้านคน ทุกคนมีเป็นล้านใจ ฉันก็ไม่ใช่ใครก็แค่คนหนึ่ง
Cmaj7                      Bm7                       Am7             D7sus4 
โลกเราดูช่างกว้างใหญ่ ท้องฟ้าดูช่างกว้างไกล เธอแปลกใจบ้างไหม
           Cmaj7                               Bm7
* มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ มันเกิดขึ้นจริงๆหรือฝันไป
      Cmaj7            Gmaj7
การที่เรานั้นได้พบกันที่บนโลกนี้
  Cmaj7                             Bm7                Am7              D7sus4      
ก็ไม่รู้จะพูดมันอย่างไร แต่หมดทั้งหัวใจที่ฉันมี        ฉันเชื่อว่าสิ่งนี้
                     Cmaj7       Bm7                      Am7  D7     Gmaj7
** คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันได้รักเธอ
                 Cmaj7     Bm7      Em        Am7 D7sus4       
คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ โวว.. ฉัน..   ฮึมม์..     คือเรื่องมหัศจรรย์
Instru: Cmaj7 G
Cmaj7                 Bm7                       Cmaj7                        Gmaj7
วันที่ฉันบอกรักเธอ เหมือนฉันได้เจอทุกสิ่ง เหมือนฉันได้พบความจริงในหัวใจ
Cmaj7                Bm7            Am7               D7sus4
ฉันจะยืนอยู่ข้างเธอ นับตั้งแต่นี้ไป         และจะไม่ไปไหน
(ซ้ำ *,**)
Instru: Em A7 G A7 C C D7 D7
                 Cmaj7       Bm7                     Am7  D7     Gmaj7
คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ที่ฉันได้รักเธอ
                 Cmaj7      Bm7      Em        Am7 D7sus4       
คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ โวว.. เธอ..   ฮึมม์..
                 Cmaj7       Bm7                     Am7 D7  Gmaj7
คือเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน คือเรื่องมหัศจรรย์ ฉันรักเธอ
                 Cmaj7      Bm7      Em        Am7 D7sus4       
คือเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันเคยได้เจอ โวว.. เธอ..   ฮึมม์..      คือเรื่องมหัศจรรย์
Instru: Cmaj7 G (4times)

แต่แน่ใจแค่ไหนว่าเนื้อหาของเพลงเป็นเรื่องจริง?

ประชากรโลกปัจจุบันมีประมาณ 6.5 พันล้านคน (อ้างอิงจาก www.overpopulation.org) โอกาสที่คน 2 คนจะพบกันก็ดูจะน้อยจริงๆนั่นแหละ

แต่บางครั้งความรู้สึกก็หลอกลวงเราได้!

สำหรับปัญหานี้ ผมเลือกใช้ทฤษฎีกราฟที่ผมถนัดในการ “เล่น” กับมันดู

ผมกำหนดให้กราฟของผมมีจุดยอด 6.5 * 10^9 จุด แต่ละจุดแทนคนแต่ละคนบนโลกใบนี้ และถ้าคน 2 คนใดๆพบกันหรือรู้จักกันก็ให้มีเส้นเชื่อมระหว่างจุด 2 จุดที่แทนคน 2 คนดังกล่าว

กราฟดังกล่าวจะมีเส้นเชื่อมได้มากที่สุด ( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) เส้น
 
จึงมีกราฟที่เป็นไปได้ทั้งหมด 2^( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) กราฟ

จุดที่ผมสนใจคือ จุด u กับจุด v อาจใช้แทนผมกับ soulmate ของผม (สำหรับส่วนนี้ ขอแนะนำให้ฟังเพลง soulmate อัลบั้ม cubic world ศิลปิน playground) และกราฟที่ผมสนใจคือกราฟที่จุด 2 จุดดังกล่าวประชิดกัน

กรณีที่กราฟมีเส้นเชื่อม 0 เส้นมี 0 วิธี

กรณีที่กราฟมีเส้นเชื่อมอย่างน้อย 1 เส้นเส้นเชื่อมที่เชื่อม u และ v จะถูกเลือกให้ปรากฏบนกราฟแล้ว ดังนั้นเส้นเชื่อมจะเหลือให้เลือก ( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) - 1 เส้น

ดังนั้น กราฟที่เป็นไปได้ทั้งหมดที่ u และ v ประชิดกันคือ 2^( ( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) - 1 ) กราฟ
 
ดังนั้น ความน่าจะเป็นที่คน 2 คนจะพบกันหรือรู้จักกันคือ ( 2^( ( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) - 1 ) ) / ( 2^( ( 6.5 * 10^9 ) C ( 2 ) ) ) =  1/2

ดังนั้น เรื่องมหัศจรรย์ที่เพลงกล่าวถึงก็ไม่ได้มหัศจรรย์มากไปกว่าการที่โยนเหรียญ 1 เหรียญแล้วเหรียญออกก้อย

อืมม...


3.

ภาพยนตร์ไตรภาคเรื่อง The Matrix เป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของผม

เมทริกซ์ เป็นเครื่องจำลองการถ่ายทอดข้อมูลทางประสาท (neural interactive simulation) เป็นโลกจำลองที่คุมขังจิตใจมนุษย์เอาไว้เพื่อเปลี่ยนพลังงานความร้อนจากร่างกายมนุษย์เป็นพลังงานสำหรับหุ่นยนต์ (สำหรับท่านที่สนใจ ขอแนะนำให้ไปหานิตยสาร update เล่มย้อนหลังอ่าน จะมีเล่มหนึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับเมทริกซ์)

ในโลกเมทริกซ์ มีโปรแกรมหนึ่งที่น่าสนใจ (ในโลกเมทริกซ์ โปรแกรมมีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์) คือ เทพยากรณ์ (Oracle)

โปรแกรมนี้มีหน้าที่สั้นๆง่ายๆ คือ “รู้ทุกอย่าง”

แน่นอน รวมถึงอนาคตด้วย

แล้วเทพยากรณ์รู้ได้อย่างไร?

ในความคิดของผม (ไม่มีใครบอก เลยต้องคิดเอง) เทพยากรณ์รู้ทุกอย่างในอดีตและปัจจุบันจากฐานข้อมูลของระบบ และจากปรัชญาง่ายๆที่ว่า ปัจจุบันคือปฏิกิริยาลูกโซ่ของอดีต และอนาคตคือปฏิกิริยาลูกโซ่ของปัจจุบัน เทพยากรณ์จึงล่วงรู้อนาคตได้

แม่นขนาดนั้นเลย!?

ทำไมจะไม่ล่ะ!?

เทพยากรณ์รู้ลักษณะทางกายวิภาคของนีโอ (ตัวเอกของเรื่อง รับบทโดย Keanu Reeves) สิ่งต่างๆที่อยู่ในสมองของนีโอ สิ่งที่นีโอกำลังคิด คลื่นหัวใจ อาการประหม่า ตำแหน่งที่นีโอยืน จากข้อมูลดังกล่าวน่าจะทราบ(ไม่ใช่คาดเดา)ได้ว่านีโอจะถอยไปชนแจกันตกแตก

แล้วไง?

จากแนวคิดเรื่องเทพยากรณ์ ในโลกแห่งความจริง เราน่าจะสามารถสร้างเครื่องบอกอนาคตได้ (ผมใช้คำว่าเครื่องบอกอนาคต ไม่ใช่เครื่องทำนายอนาคต) สิ่งที่เรายังขาดคือฐานข้อมูล (คุณไม่สามารถรู้ได้ว่าอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้าผมจะทำอะไร ถ้าคุณยังไม่รู้เรื่องง่ายๆแค่ว่า ณ ชั่วโมงนี้ผมอยู่ที่ไหน) และการคำนวณที่แม่นยำจากข้อมูลที่มีอยู่ (ผมไม่คิดว่าเราสามารถใช้การให้เหตุผลแบบนิรนัยง่ายๆในการคำนวณหรอกนะ)

แล้วจะเป็นไปได้เหรอ?

เป็นไปไม่ได้...ทำไม่ได้...หรือไม่ได้ทำ

!?!?

}


public blog CockFightingMountain extends Prompong'sSpace
{

หมายเหตุ:: นี่คือบันทึกของนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คนหนึ่ง(ซึ่งก็คือผมเอง)ที่เข้ารับการฝึกภาคสนามระหว่างวันที่ 5 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2549 สำหรับอ่านเล่น อย่าคิดมาก...

ไม่มีอะไรที่นักศึกษาวิชาทหาร...ทำไม่ได้...ทำไม่ไหว...ทำไม่ทัน

5 ก.พ. 49

วันนี้ตื่นตีสี่ครึ่ง ทำภารกิจส่วนตัว รวมพลใต้หอชายตีห้า 20 เคลื่อนพลตีห้าครึ่ง เดินถึงหน้าวิทยาลัยราชสุดาหกโมง ก่อนจะรู้ว่ารถจะมาเจ็ดโมง(แล้วจะรีบมาทำไมฟระ) นศท. (ย่อมาจาก นักศึกษาวิชาทหาร) 91 นายนอนริมถนน เป็นภาพที่สวยงามมาก เริ่มรู้สึกหิวแต่ไม่มีอะไรกิน ใครต้องการใช้ห้องน้ำ ให้ลอดรั้วลวดหนามเข้าไปใช้ห้องน้ำของวิทยาลัย ขึ้นรถตอนเจ็ดโมง หลับ

รู้สึกตัวอีกที 9 โมงต้องลงมาไหว้พระ และ หลวงปู่เขาชนไก่ ถึงค่ายเกือบ11โมงทำพิธีเปิด ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ตอนบ่ายไปซ้อมยิงปืน HK-33 (อาวุธสงครามจริง) แต่ผมกับเพื่อนบางคนไม่ได้ซ้อม โดนเกณฑ์ไปปลูกผักชีรอต้อนรับ ผบ.ทบ. ภารกิจอันได้แก่ เก็บขยะ เปลี่ยนเป้าปืน เป้าปืนที่ซ้อมยิงกันนั่นแหละ เปลี่ยนไปรู้สึกเหมือนกำลังโดนยิงยังไงไม่รู้

พวกเรากองพันปกครอง 34 ฉายา จงอางๆๆ เอี้ยๆๆ บึ้ม!!

Ballxz ได้เป็นหัวหน้ากองพัน ต้น(วีรเกียรติ) ก้อง(รพี) จ๋า ได้เป็นหัวหน้าหมวด

ขาไปมีรถไปส่ง ขากลับเดินกลับ กลับมาตอนเย็นเอาของเข้าเต็นท์ ได้อยู่เต็นท์เดียวกับ ป.ปลา วิ่งไปอาบน้ำ ห้องอาบน้ำเป็นห้องอาบรวม อาบทีละ 40 นาย ให้เวลา 5 วินาทีของครูฝึก (เขาว่ากันว่า หนึ่งนาทีของเราไม่เท่ากัน) ส่วนหัวหน้าหมวด หัวหน้ากองร้อย หัวหน้ากองพัน อาบน้ำตามสบาย กลับมาแต่งตัว นั่งฟังผู้พันเล่นมุกควาย + คำผวน อยู่สองชั่วโมง ขำพอเป็นพิธี (หลับไปหลายรอบ) ก่อนนอนแวะไปดูคะแนนสอบภาคทฤษฎีได้ 134/240 ไม่เลว รวมเต็ม 600 ได้ไปแล้ว 476 เข้านอนตอนสามทุ่ม มีนศท.ต้องผลัดกันเป็นเวรยาม และมีกฎว่าเข้าห้องน้ำได้หลังห้าทุ่ม และก่อนตีสี่ หลับตอนสี่ทุ่ม

วันนี้วันเกิดพิม สุขสันต์วันเกิดครับ

วลีเด็ด: นศท. มีความสำคัญเสมอ ตราบเท่าที่การยุทธ์ยังไม่สิ้นเสร็จ

ศัพท์ใหม่: ไ-อ้มนุษย์สเปโต -> เป็นคำด่า ไม่รู้แปลว่าอะไร

สัญญาณผ่านวันนี้

ถาม: ผักชี ตอบ: โรยหน้า

สัญญาณผ่าน คือรหัสที่เอาไว้บอกเวรยาม เพื่อให้รู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน ใช้ตอนออกจากเต็นท์ตอนกลางคืน

6 ก.พ. 49

เมื่อคืนตื่นมาครั้งหนึ่งตอนตีสาม เพราะยุง อากาศหนาวชะมัด ตื่นอีกทีตีห้า ออกเดินหกโมงไปสนามยิงปืน ถึงตอน หกโมง 45 กำลังจะยิงปืนโดนเรียกไปแบกของอีก (จะได้ยิงปืนไหมเนี่ย เมื่อวานก็ไม่ได้ซ้อม) เก็บเศษใบไม้กับกิ่งไม้(ผบ.ทบ. เหยียบกิ่งไม้จะเป็นอะไรเหรอไงฟระ) กลับมายิงปืน จะให้ยิง 29 นัด ปรับทางปืน 3 นัด และ 6 นัด ยิงจริงท่านอน 10 นัด ท่านั่ง 10 นัด เสียงปืนดังมากๆ(สำลีที่อุดหูอยู่ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่) ยิงปืนนัดแรก นึกว่าจะเหมือน .22 เลยไม่ระวัง โดนปืนถีบหน้าไปหนึ่งที ยิงระวังมากขึ้น ปืนกินซ้ายชะมัด ได้ไป 42/50 (ทำไมคะแนนฟิสิกส์มันไม่ได้อย่างนี้บ้างฟระ) ยิงเสร็จนอนพักถึงสิบเอ็ดโมง เดินกลับไปกินข้าว

บ่าย ทดสอบกำลังใจ

ปีนกำแพง 6 ft อันนี้ ชิวๆ

ปีนกำแพง 8 ft อันนี้คนที่เป็นฐานอู้ ไม่อยู่ให้เหยียบ ก็เลยอดปีน

ปีนกำแพง 10 ft ครูฝึกไม่ให้ปีน

แล้วก็มี คูกระโดด ปีนตาข่าย ชิงช้าข้ามคู คลานลอดเชือก สะพานซุง สะพานสูง อันนี้ต้องเดินข้าม มีคนวิ่งข้าม ล้มหัวไถพื้นไป 1 ราย

กลับมาเดินขึ้นเขาชนไก่ 2 km ถึงยอด เหนื่อยมาก ภฤศิษฐ์ไม่สวยอีกตะหาก

ตกกลางคืน มีการบรรยายและนันทนาการแบบทหาร(ฝืดชะมัด) ให้ นศท. ออกไปร้องคาราโอเกะ กนกร้องเพลงขอบฟ้า เพราะดี ยุรนันท์ ร้องเพลงปากดี มีคนกรี๊ดเยอะมาก ที่เหลือแป้กเช่น Doraemon ช่างไม่รู้เลย ตลกดี ก่อนนอนราดยากันยุงรอบเต็นท์ เหตุผลคือ ถ้าทายาที่ตัว ยุงจะไม่กัด แต่ถ้าราดรอบเต็นท์ ยุงจะไม่เข้าเต็นท์แต่เปลืองยามากๆ บางคนเอามือถือมาก็โทรหาแฟนก่อนนอน

ปรัชญาชีวิตวันนี้: จะโทรหาแฟนต้องมี 2 อย่าง คือโทรศัพท์ กับ แฟน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเสียมิได้

ศัพท์ใหม่: มึนนิ่ม

วลีเด็ด: ดูเพื่อนร่วมชาติมึ-งดิ ...(คำด่า)จริงๆเล้ย -> เอาไว้ด่าเรา เวลาเพื่อนเราทำอะไรเข้าท่า(ประมาณว่า โทษฐานที่เป็นคนไทยด้วยกัน)

สัญญาณผ่านวันนี้

ถาม: ศาลา ตอบ: ลาดหญ้า

7 ก.พ. 49

ตื่นตีสี่ 40 รับปืน แบกเป้ ออกเดินตีห้า 40 เดินถึงสถานีฝึกหกโมง 20 เริ่มปวดหลัง ถึงที่หมาย ครูให้เก็บเศษกระดาษ 10 ชิ้นไปทิ้งก่อนกินข้าว (กองพันเรามี 531นาย คนละ 10 ชิ้นก็ต้องมี 5310 ชิ้น แล้วมันจะมีถึงได้ไง) จัดการหยิบสมุดพก ฉีก 1 หน้าเป็น 10 ชิ้นเอาไปทิ้งแล้วรับถาดหลุม กินเสร็จนอน ครูฝึกบอกจะเรียกตอนแปดโมง เรียกจริงดันเรียกตอนเจ็ดโมงครึ่ง เป็ดมาก เพิ่งหลับได้แค่ 2 นาที

ชั่วโมงแรกเรียนการพราง ปีนี้ทบ.งบเยอะให้สีหมู่ละ 2 ขันทากันสนุกสนานมาก สายซ้อมเข้าตี ได้อยู่หมู่ 16 ตำแหน่งพลปืนเล็กชุดยิง ข

บ่ายซ้อมเข้าตีอีกรอบ คราวนี้สนามมีวางกับระเบิด 46 ลูก เจอครูฝึกbomberman หน้าเหมือนพิง ลำพระเพลิงสอนไป talk show ไป บ้าระเบิดเป็นที่สุด เห็นระเบิดเป็นทอฟฟี่ ใครหลับจุดระเบิดปลุก และจับนั่งรถถังรัสเซีย

รถถังรัสเซีย:: ไร้เบรก เกียร์ คันบังคับ ขับเคลื่อนอิสระ ออกมาโดนตำรวจจับข้อหาเมาแล้วขับ (เฉลย มันคือถังน้ำมันวางนอนกับพื้นแล้วให้ นศท. เข้าไปนอน ครูฝึกถีบถังลงเนิน)

ภฤศิษฐ์โดนคนแรก สักพักเสียงระเบิดดังขึ้น 1 ครั้งมีโดนในสนามแล้ว 1 ราย มีขอไปห้องน้ำ 1 นาย สักพักเอ็มโดนทำโทษให้ถือระเบิดไปขว้าง เสียวไส้ทีเดียว

เข้าตีเสร็จ ฟังบรรยายเรื่องงูพิษและการเอาชีวิตรอดในป่า

เย็นทำอาหารกินเอง ทุลักทุเลพอสมควร สุดท้ายได้กินต้มยำโครงไก่กับแกงป่าหมู พอกินได้

กลางคืนเรียนการลาดตระเวน ครูฝึกเปิดตัวด้วยระเบิดกับพลุไฟ นศท. หมอบเป็นแถว ลาดตระเวนกลางคืน ไปกันเป็นหมวด 27 คน แสงจันทร์ช่วยได้เยอะทีเดียว ถูกตรวจพบ 2 ครั้ง ถูกจับได้ว่าเป็นไส้ศึก 1 นาย มีเดินหลงทางเล็กน้อย (ก็ครูฝึกบอกให้ขวาตลอด เราก็ขวาตลอดแล้วนี่หว่า) ออกเดิน 2 ทุ่มใช้เวลาไป 40 นาที เข้านอนสามทุ่ม

ศัพท์ใหม่: ปวดหัวจี๊ดดดดดดดดดดด ข้าวสามกษัตริย์ -> ไหม้ แฉะ ดิบ

สัญญาณผ่านวันนี้

ถาม: แอนนา ตอบ: สวิงกิ้ง

8 ก.พ. 49

ตื่นตี 5 ออกเดินตีห้า 40 พระจันทร์ตกไปแล้ว ดาวเยอะดีแต่เดินไม่ค่อยเห็นทาง(ใครบอกว่าเดินเส้นทางดวงดาว อย่าไปเชื่อ) พักระหว่างทาง นศท.หยุดพักยืนฉี่ที่เส้นขอบฟ้า สวยงามมาก วันนี้จะทำการรบจริง แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายรุกกับฝ่ายรับ ฝ่ายรุกฉายาเห่าดง ฝ่ายรับฉายาเห่าไฟ ใครรุกตอนเช้าก็ต้องรับตอนบ่าย สลับกัน

เช้าอยู่เห่าไฟ สังกัดกองรักษาด่านรบ มีหน้าที่ แจ้งเตือนการรุกรานของข้าศึก รั้งหน่วง ลวง และทำลายข้าศึก สมรภูมิรบเริ่มเก้าโมง นอนรอ เริ่มปฏิบัติภารกิจสิบโมง 20 สรุปภารกิจโดยย่อดังนี้ นอนเป็นแถวหน้ากระดานรอข้าศึก 20 นาที จากนั้นร่นถอยกลับไปนอนต่อ ระหว่างนอนมีระเบิด 4 ครั้ง ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร ตอนร่นถอยกิตติภูมิหันไปเห็นป้าย จึงรู้ว่าเรากำลังตั้งรับอยู่ใน “ตำบลจุดระเบิดจริง” โอ้ชิ่ท สมรภูมิปิดฉากลงด้วยชัยชนะของเห่าดง ระหว่างที่เรารบจะมีครูฝึกดูอยู่แล้ว ว. หากันออกคำสั่ง และพากย์เสียง ดำเนินกลยุทธ์ออกลำโพง (ใครที่เล่นเกมพวก Yuri หรือ dotA นศท. จะเหมือนตัวละครในเกม ส่วนครูฝึกเหมือนผู้เล่น)

เที่ยง อ. สุชิน อ.บรรลือศักดิ์ อ.ณุ มาเยี่ยม เอาส้ม ลูกอม และ m sport มาแจก รายงานผลบอลเมื่อคืน นัดอาจารย์ผู้กำกับปะทะครูฝึก ผลการแข่งขัน อ.ณุยิงเข้าประตูตัวเอง 3 ลูก

บ่ายอยู่เห่าดง (ถึงเวลาเอาคืนแล้ว!!) ก่อนออกตี(สรุปออกตี กับเข้าตี ต่างกันยังไงฟระ) ต้องมีการเรียนกลยุทธ์และซักซ้อมแผนก่อน ได้ความรู้จากครูฝึกเยอะทีเดียว เช่น สีหน้าจำเป็นมากเวลาพูด ถ้าสีหน้าดีพูดคำหยาบก็เพราะได้ ได้รู้อีกว่าตอนนี้มีกองถ่ายภาพยนตร์สองกองในค่ายตอนนี้ ได้แก่ นเรศวรมหาราช(โดยท่านมุ้ย) และ เขาชนไก่(สรพงษ์ ชาตรีเล่นเป็นครูฝึกยศจ่าสิบเอก ครูบอกด้วยว่าเมื่อกี้ผ่านมาเห็นสรพงษ์ยืน...อยู่ด้วย) ครูฝึกมีเล่นมุกภาคใต้ด้วยว่า ทหารคุ้มกันพระตอนออกบิณฑบาตต้องสั่งพระซ้ายหัน ขวาหัน จัดแถว หน้าเดิน นับก้าว เวลาโจรใต้มาก็สั่งพระหมอบ บาตรกระจาย (เล่าได้ฮามาก บอกว่าเอาศาสนามาเล่นเพื่อการศึกษา)

ออกตีลุยดงมันสำปะหลัง เนื่องจากอยู่ไกลและต้นมันสูงท่วมหัว ครูฝึกไม่เห็น ชุดยิงเราเลยอู้กันเต็มที่ พลยิง RPG(เครื่องยิงจรวด)ได้ถือท่อ PVC แทน ลุยถึงแนวออกตีครูฝึกเอาน้ำราดหัวคนละขันกันHeatstroke บอกว่าเป็นน้ำมนต์หลวงปู่เขาชนไก่ ตอนบุกโดนระเบิดไปหลายลูกแต่หลบได้ทัน ดอกหญ้า(หญ้าเจ้าชู้รึเปล่า ไม่แน่ใจ)ตำตามตัว เข้าไปในกางเกงในอีก รุนแรงมาก ตอนตะลุมบอนให้ตะโกนว่า “ปังๆๆ เอียๆๆ ฆ่ามันๆๆ พวกมึ-งอย่าอยู่กันเลย” ผลการรบ เห่าดงทุกนายปลอดภัย สังหารได้ 8 ศพ ข้าศึกร่นถอยไปทาง 12 นาฬิกา ยึดเครื่องกระสุนได้จำนวนหนึ่ง “ขอให้เห่าดงมีความสุข และประเทศไทยจงเจริญ เฮ้!!!!!!!!! ไอเลิฟยู”

ขากลับพบว่าเป้ นศท.ใบหนึ่งโดนสะเก็ดพลุตกใส่ไหม้ทั้งใบ ไม่เห็นหน้าเจ้าของแต่เป็นเราคงเซ็งน่าดู

ตกเย็นเรียนการถอนตัวนอกความกดดัน

เดินกลับ ชิวๆ อาบน้ำ กางเกงหาย น้ำอาบหมดแต่ยังอาบได้

วันนี้วันเกิดกฤตนัยกับอรรณพ สุขสันต์วันเกิด

นอนล่ะ

วลีเด็ด: สู้แค่ไหน สู้แค่ตาย สู้ไม่ได้ ตายไปเลย (ไปเลย...ไกลนะ)

สัญญาณผ่านวันนี้

ถาม: ลาดหน้า ตอบ: เฉลิมกรุง

9 ก.พ. 49

วันนี้วันสุดท้าย ตื่นตีสี่ 40

เช้าสถานีข้ามลำน้ำ มีให้เลือกสะพานเชือกเส้นเดียว สองเส้น และสามเส้น เราเล่นเส้นเดียว(จำได้ว่าสองเส้นกับสามเส้นเคยเล่นตอน ป.หกที่ค่ายลูกเสือ แต่เส้นเดียวไม่เคย) เส้นเดียวมีแต่พวกชอบความท้าทายเล่น มีทั้งคว่ำแล้วหงาย คว่ำตลอด หงายตลอด เราคว่ำตลอด รอดมาได้อย่างแห้งสนิทแต่เมื่อยชะมัด บางคนต้องว่ายน้ำเข้าฝั่ง Ballxz ปีน 2 เส้น คนโชคร้ายคือคนที่อยู่บนเชือกพร้อมกับBallxz

เจอครูฝึกคนนึงคิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ ร้องแล้วต้องให้เด็กตบมือให้

ตอนสายโดดหอ 34 ft ห้ามคนมวลเกิน 85 kgโดด เสียวตอนกระโดด มันดี โดดไม่โดดจ่าย 50 บาทได้ปีกเหมือนกัน Ballxz บอกว่าปกติก็โดดหอที่โรงเรียนอยู่แล้ว วันนี้วันเกิดยุรนันท์ พวกเราร้อง Happy birthday ให้ตอนกระโดดด้วย อ.ณุยืนดูเด็กโดดหอหน้าตาเฉยเลย ตอนบ่ายเดินทางกลับ

ถาม::สามวันจากนารี เป็นอื่น แล้วนี่ห้าวันแล้วจะเป็นไงบ้างนะ
ตอบ: อย่าคิดมาก ถือว่าเขาไปหาประสบการณ์ละกัน (!!?!?!?!)

บันทึกจบลงแค่นี้

“สงครามที่ยืดยาว ตัดสินด้วยนักศึกษาวิชาทหาร เอีย!!!!!!!!!”
...
}

8月21日

กั๊กฮุง :: ว่าด้วยการเดินทางอันยาวไกลของหัวใจดวงเหงา

*หมายเหตุ

เอี่ยมเป็นคนชอบแต่งเรื่องสั้นมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว มีผลงานการแต่งเรื่องสั้นเรื่องแรกตอน ป.5 ใช้นามปากกาว่า หมึกแดง

เมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น กิจวัตรประจำวันซ้ำซากจำเจ ไม่ค่อยมีเวลาเดินทางออกไปหาประสบการณ์แปลกๆเท่าไรนัก ต้นทุนในการเขียนเรื่องสั้นจึงต้องอาศัยหยิบฉวยเรื่องใกล้ตัวหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมาผูกเรื่อง ใส่แง่คิดเข้าไป ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาพบว่าสารน้อยเกินไป ธาตุก็อ่อนเกินไปเช่นกัน

ม.ปลายน่ะเหรอ ไม่ต้องพูดถึง!

พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีความคิดจะเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง แต่ยังต้องรอโอกาส

และในที่สุด ในระหว่างการเดินทาง(ตามเรื่องที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้) ประกอบกับวัฒนธรรม blog ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เอี่ยมจึงเกิดแนวคิด "ไดอารี่กึ่งเรื่องสั้น"

กล่าวคือ นำช่วงเวลาในชีวิตที่เกือบน่าสนใจมาขยายความให้เห็นสารที่ต้องการจะสื่อ ใช้วิธีการเขียนแบบเล่าเรื่องแทนการบันทึก

แล้วเอี่ยมก็ลงมือทำ...

สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ คือผลการทดลอง "ไดอารี่กึ่งเรื่องสั้น" เรื่องแรกของเอี่ยม

ขอตั้งชื่อเรื่องว่า "กั๊กฮุง :: ว่าด้วยการเดินทางอันยาวไกลของหัวใจดวงเหงา"

เอี่ยม
20 สิงหาคม 2550
0118


**กั๊กฮุง :: ว่าด้วยการเดินทางอันยาวไกลของหัวใจดวงเหงา

31 กรกฎาคม 2550

เวลาหกโมงยี่สิบ ที่ความสูง 27000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ความเร็วลมใต้ปีก - ไม่รู้ อุณหภูมิภายนอก - ไม่สนใจ ความรู้สึกข้างใน - เปล่าเปลี่ยวชะมัด

ไม่แน่ใจว่ารู้เมื่อไหร่ แต่ตัดสินใจจะไปกั๊กฮุงของเจ้แอนวันศุกร์ที่ 13 กรกฏาคม วันนั้นเดินทางไปการบินไทยสำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดี ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ - อุดรธานี บวกค่าภาษีสนามบินดอนเมือง รวมกันประมาณ 1700 บาท อืมม...นานๆจะขึ้นเครื่องบินที ไม่เป็นไร อุดรธานีห่างออกไป 564 กิโลเมตร ตกกิโลเมตรละ 3 บาทนิดๆ

หลายคนบอกว่า อาหารการบินไทยไม่อร่อย แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตามากกว่า เป็นโชคของ TG 1014 ที่บังเอิญเอี่ยมไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ตื่น อาหารก็เลยค่อนไปทางอร่อย

อาหารเป็นอะไรบางอย่างที่เดาว่าเป็น croquette ทูน่า หลับหูหลับตากินเข้าไป ของหวานเป็นโอ่วนี้แปะก้วยที่มีข้าวเหนียวมาด้วย เฮ้อ...เอาอีกแล้ว โอ่วนี้แปะก้วยที่มีข้าวเหนียวไม่ต่างอะไรกับกระเพาะปลาที่มีเส้นหมี่ ผัดกะเพราที่มีเศษผักรวมมิตรกับวุ้นเส้น(เราว่าเราสั่งผัดกะเพรานะ ไม่ได้สั่งผัดจับฉ่าย) กินแต่เผือกกวน ทิ้งแปะก้วยกับข้าวเหนียว ทำไมวันนี้หงุดหงิดง่ายจัง ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะเดาว่าเป็นเรื่อง "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปีละ 12 ครั้ง"(น้องน้ำ น้องรหัสสุดที่รักใช้คำนี้) แต่บังเอิญตัวเองเป็นผู้ชาย ก็เลยเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของความกดอากาศเปลี่ยนแปลงมากกว่า

ทะเลเมฆสวยใช้ได้ อาจารย์มานนท์เคยสอนในวิชาสุนทรียศาสตร์ว่า ความงามจะงามได้ต้องเห็นนานๆครั้ง ถ้างั้นความงามกับความน่ารักคงต่างกันมั้ง ผมถึงชอบให้คนน่ารักอยู่ในสายตาตลอดเวลา ปราชญ์ท่านหนึ่งก็กล่าวไว้ว่า ความงามเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่จริง อืมม...ข้อนี้ผมเห็นด้วยอย่างมากครับ ตอนนี้พวกเราทุกคนจริงๆแล้วอาจจะนอนอยู่ในหลอดแก้วอย่างใน The Matrix Trilogy ก็ได้ สิ่งรอบตัวเราอาจจะเป็นเพียงสัญญาณไฟฟ้า ไม่มีอยู่จริง แต่สิ่งเดียวที่ผมเชื่อว่ามีอยู่จริงแน่นอน - อย่างที่ปราชญ์คนดังกล่าวว่า - ความงาม

วันก่อนถามป่าป๊ากับหม่าม้าว่า กำหนดการกั๊กฮุงวันที่ 1 สิงหา ทำไมต้องไปตั้งแต่ 31 กรกฎา ป่าป๊าบอกว่า เดี๋ยวต้องมีพิธีส่งเจ้าสาวด้วย

นึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เกิดมา เวลามีงานแต่งงาน ก็แค่อาบน้ำสักห้าโมงเย็น แต่งตัวให้ดูดีกว่าปกติเล็กน้อย(พักหลังจะใช้เบลเซอร์ MWIT ทุกงาน) ไปถึงงานสักหกโมงครึ่ง ใส่ซอง ถ่ายรูป กินเลี้ยง แล้วก็กลับบ้าน (อาจยกเว้นสมัยตอน ป.3 มั้ง ที่ต้องไปร่วมพิธีรดน้ำสังข์ถึงฉะเชิงเทราแต่เช้ามืด)แต่คราวนี้กั๊กฮุงของอาเจ้ ชีวิตก็คงจะไม่ง่ายอย่างที่คิด

กินกาแฟ 1 แก้วหลังอาหาร เพราะทราบมาว่าคืนนี้จะไม่ได้นอน

อาเจ้กำลังจะกั๊กฮุง รู้สึกตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขั้นอีกขั้นหนึ่ง ความจริงรู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่มาได้ปีกว่าแล้ว ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองได้เป็นเหล่าเจ็ก มีหลานอายุ 5 ขวบ ยังดีที่ใช้คำจีน ถ้าใช้คำไทยอาจจะเป็นลมได้ เป็นคนอื่นจะรู้สึกยังไงนะถ้าอยู่ในวัย 17 ปีแล้วมีคนเรียกว่า "ปู่ครับ สวัสดีครับ" !?

เวลาหนึ่งทุ่ม ถึงสนามบินนานาชาติอุดรธานี ลงเครื่องมารอรับกระเป๋าที่สายพาน ที่ดอนเมืองโหลดกระเป๋าคนแรกๆ ที่อุดรได้กระเป๋าเป็นคนท้ายๆ เดาได้ไม่ยากว่า ใต้ท้องเครื่องบินคงใช้ stack ดำเนินการอย่างแน่นอน เพียงอึดใจเดียว อาหยี่แปะก็ขับรถเบนซ์มารับ มาพร้อมอาซี้แปะกับป่าป๊า ออกจากสนามบิน มองรอบๆตัวไม่ค่อยเห็นทาง จำได้แค่ป้ายสนามบิน ถึงร้านขายของของหยี่แปะที่ห้าแยกใหญ่ แวะเอาน้ำแข็ง ระหว่างขนน้ำแข็งก็เลยโทรหาโบว์ซะเลย เลยรู้ว่าจริงๆแล้วบ้านโบว์อยู่นอกเมือง ว้า...น่าเสียดาย ไม่งั้นจะแวะไปหาซะหน่อย ขนของเสร็จขึ้นรถ ผ่านห้าแยกนาฬิกา รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงบ้านหยี่แปะแล้ว

บ้านของหยี่แปะวันนี้จัดแต่งอย่างสวยงามมาก เข้าบ้านทักทายญาติผู้ใหญ่และญาติพี่น้อง หยี่อึ้ม ซาอึ้ม อี๊ณี(พี่สาวหยี่อึ้ม) คุณยาย(แม่หยี่อึ้ม) เจ้อ้อ เจ้โอ๋ เจ้ออย เฮียออฟ เฮียตั้ม งานต่อไปก็คือหยิบจับของต่างๆเล็กน้อย เจ้อ้อบอกให้กินข้าวกับกาแฟตุนไว้อีก ก็ทำไปตามว่า

เดินไปรอบๆบ้าน มีมุมถ่ายภาพที่ช่างภาพจัดไว้ ยอดเยี่ยมทีเดียว ชมเสร็จก็ไปนั่งห้องนั่งเล่นกับเฮียออฟกับเฮียตั้ม

อาตั่วแปะไม่มาอีกเช่นเคย...

"แล้วทำไมอาซาแปะไม่มาล่ะคะ?" ได้ยินเสียงหม่าม้าถามซาอึ้ม
"ไม่สบาย ความดันสองร้อย" แต่เสียงที่ตอบเป็นเสียงป่าป๊า
กำลังจะเอ่ยถามว่า ไอ้สองร้อยนี่ systolic หรือ diastolic แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า จะ systolic หรือ diastolic ก็แย่ทั้งนั้นแหละ หันไปเห็นหน้าซี้แปะที่แดงก่ำ ความดันคงจะไม่แพ้กัน
"ดูแลสุขภาพหน่อยนะ" ป่าป๊าว่า
"อื้ม" ซี้แปะว่า

เจอเฮียตั้มครั้งสุดท้ายตอนเชงเม้ง เฮียตั้มยังเหมือนเดิมเป๊ะ นั่งคุยกับเฮียตั้ม ถึงได้รู้ว่า จริงๆแล้วเฮียตั้มเคยเป็นมือเบสวง Some Sickness ไม่ใช่มือกีต้าร์ เฮียตั้มบอกว่าเลิกทำวง Some Sickness แล้ว เหตุผลคือใช้พลังงานมากเกินไป เหนื่อย ในวิดีโอคอนเสิร์ตโคตรอินดี้ก็มีแค่ 30 วินาทีเอง เซ็ง เฮียตั้มเอา demo อัลบั้มใหม่ให้ฟัง อืมม...ฟังดูหรูหราดีมาก เฮียบอกว่าใช้โปรแกรมทำ ไม่รู้จะเล่นจริงได้รึเปล่า โดยเฉพาะกลอง

ละจากบทสนทนาไปที่หน้าจอทีวี ดูเผินๆนึกว่าเป็นหนังจีนที่มีจางซี่ยี่ (Zhang Ziyi)เล่น เพ่งดูอีกทีจึงได้รู้ว่าเป็นบันทึกภาพเขียะเตี่ย ที่แท้นางเอกก็คือเจ้แอนนั่นเอง ไม่ใช่ดาราที่ไหน ได้เห็นหน้าคู่หมั้นเจ้แอนครั้งแรกจากจอทีวี ชื่อตั้ม เป็นเพื่อนเรียนปริญญาโทกับเจ้แอนที่ มข. หล่อเหลาเอาการทีเดียว อาหยี่อึ้มบอกว่าได้ไป casting เป็นดารารุ่นเดียวกับ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ด้วย อืมม...อธิบายคร่าวๆก็คือ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ 70% อ๊อฟ ศุภณัฐ 30% รวมแล้ว หล่อกว่าโต๋ 450% หล่อกว่าอ๊อฟ 870% ในวิดีโอมีรูปตอนเจ้แอนกับคู่หมั้นไปเที่ยว Switzerland ด้วย น่าอิจฉาทีเดียว

เจ้อ้อหยิบอัลบั้มรูปตอนเขียะเตี่ยออกมาให้ดู ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่ ประสบการณ์เท่าที่หยิบจับงานถ่ายรูปมาหลายครั้งสมัยอยู่โรงเรียนบอกให้รู้ว่า ช่างภาพทีมนี้ฝีมือระดับเทพจริงๆ แม้แต่ภาพแอบถ่ายยังคมชัด

"ว่าที่เจ้าบ่าวคนนี้มีดีอะไรเหรอ อ้อ" หม่าม้าถามเจ้อ้อ
"เขาก็จริงใจน่ะค่ะอาซิ่ม แล้วก็เป็นคนดูแลเอาใจใส่ดีมาก" เจ้อ้อตอบ
ว่าที่เจ้าบ่าวอาจจะมีมากกว่านั้น แต่เอี่ยมมีแค่นั้นแหละ ผู้หญิงคนหนึ่งต้องการอะไรมากกว่านี้ไหมนะ?

รู้สึกตัวอีกที หนึ่งในสุนัขห้าตัวของอาเจ้ฉี่รดใส่ถุงเท้ากระผมไปเรียบร้อย บอกอาแปะอาเฮียหยิบของขึ้นเหนือพื้นโดยเร็ว กระเป๋ากับหนังสือยังรอดมาได้

หันไปหยิบมือถือ ออฟส่ง sms มาทวงงาน บอกไปตั้งนานแล้วนี่หว่าว่าวันนี้จะอยู่ต่างจังหวัด ตอบกลับไปว่าส่งงานเข้า email inbox แล้ว ไป load และ print ให้หน่อยละกัน

เพิ่งทราบว่า สิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้คือรอว่าที่เจ้าบ่าวจัดขบวนมารับตัวว่าที่เจ้าสาว ฤกษ์น่าจะอยู่ที่ประมาณเที่ยงคืน วิดีโอเขียะเตี่ยซ้ำเป็นรอบที่ห้า แต่ก็ยังไม่เบื่อ ลุกออกไปหาอะไรดื่มเล็กน้อย เห็นตำรวจสองนายนั่งกินข้าวอยู่ แอบคิดในใจว่าอาจจะเชิญมาป้องกันไว้ เผื่อว่าที่เจ้าบ่าวจะมาปล้นตัวว่าที่เจ้าสาวไป แต่เมื่อเห็นตราตำรวจทางหลวง จึงเดาได้ไม่ยากว่า คงมานำขบวนอย่างแน่นอน

เข้าใกล้ฤกษ์ ก็เข้าสู่พีธีการเล็กน้อย เจ้แอนขออนุญาตเจ้อ้อกับเจ้โอ๋แต่งงาน (ตามประเพณี ด้วยเหตุที่ว่าคนน้องแต่งงานก่อนคนพี่) เจ้แอนสั่งเสียเจ้ออยกับเฮียออฟ (ประเพณีจีนเป็นอาวาหมงคล) จากนั้นก็ถ่ายรูปกับญาติพี่น้อง เย้! ได้เข้ากล้องแล้ว

ใกล้ถึงเวลา คนในบ้านรอคอยการมาของขบวนว่าที่เจ้าบ่าวด้วยความตื่นเต้น หลายคนวิ่งหาสร้อยมากั้นประตูกันใหญ่ รวมทั้งจับจองชัยภูมิกั้นประตู เอี่ยมกับเฮียตั้มฉวยริบบิ้นจากเจ้อ้อมาได้เส้นหนึ่ง...ริบบิ้นบางๆแค่นี้จะได้กี่ซองเชียวเนี่ย ปกติเขาใช้สร้อยกันไม่ใช่เรอะ เจ้อ้อจัดให้ยืนเป็นประตูที่สาม ก่อนถึงประตูห้องนอน 1 ประตู ในห้องนอนวุ่นวายกันใหญ่

"เอี่ยม จะเอากี่ซองดี เตรียมคำพูดไว้ต่อรองด้วย" เฮียตั้มถาม
"เขาให้เท่าไหร่ ก็เอาเท่านั้นแหละครับเฮีย อีกหน่อยเราก็ต้องเป็นเจ้าบ่าวนะเฮีย หัวอกเดียวกัน" ตอบเฮียตั้มไปอย่างนั้น

มองเข้าไปในห้องนอน เห็นเจ้อ้อวุ่นวายกับการวางกับดักในห้องนอน...ท่าทางว่าที่เจ้าบ่าวจะลำบากซะหน่อยนะครับ

1 สิงหาคม 2550

เข้าสู่วันใหม่ไม่นาน ขบวนของว่าที่เจ้าบ่าวก็มาถึง ขบวนที่นำโดยว่าที่เจ้าบ่าวฝ่าด่านประตูเงินประตูทองมาได้เร็วมาก จนเฮียตั้มเกือบตั้งหลักไม่ทัน ประตูก่อนหน้าที่กั้นโดยพี่ๆพนักงานร้านสปาของเจ้แอนได้ไปสองซอง ยังไม่ทันตั้งตัว ว่าที่เจ้าบ่าวก็มาอยู่ในระยะประชิดแล้ว

"เอ่อ...ประตูนี้...ของสองซองครับ" เฮียตั้มว่าไปอย่างนั้น
ผู้ใหญ่ในขบวนหยิบให้อย่างรวดเร็ว ฝ่าประตูไปได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ได้อั่งเปาซองแรกมาแล้ว (แบ่งกับเฮัยตั้ม)
ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดจากในห้องนอนเจ้แอน เสียงดังที่สุดเป็นของเจ้อ้อ แอบมองเข้าไปเห็นดึงม่าน ต่อรองจำนวนซองกันอย่างเมามัน ตัดสินใจเดินลงไปข้างล่าง รอเข้าขั่งแต๊

ว่าที่เจ้าบ่าวกับว่าที่เจ้าสาวลงมาแล้ว ขั่งแต๊ก็เริ่มขึ้น ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เริ่มจากญาติผู้ใหญ่ที่สุด แล้วค่อยๆไล่ลงมาตามอาวุโส
"เชิญอาโซ้ยเจ็กกับอาโซ้ยซิ่มค่ะ" เสียงเจ้อ้อดังมา ป่าป๊ากับหม่าม้าก็เข้าไปนั่ง เจ้แอนกับคู่หมั้นก็รับถาดน้ำชาจากเจ้ออย ยกให้ป่าป๊ากับหม่าม้า ซึ่งยกถ้วยชาขึ้นแตะปากพอเป็นพิธี วางถ้วยชา วางซองอั่งเปาลงไปในถาด กล่าวอวยพรเล็กน้อย แล้วก็รับผ้าไหว้ เรียบร้อย

จากเท่าที่สังเกต พอจะจับหลักได้ดังนี้
- ขั่งแต๊จะประกอบขึ้นจากสองฝ่าย คือคู่บ่าวสาว กับ ญาติ
- ถ้าเป็นญาติที่อาวุโสมากกว่า คู่บ่าวสาวก็ต้องยกน้ำชาให้ญาติ ถ้าเป็นญาติที่อาวุโสน้อยกว่า ญาติก็ต้องยกน้ำชาให้คู่บ่าวสาว
- ถ้าเป็นคนละ generation ฝ่ายที่อาวุโสมากกว่าก็นั่งบนตั่ง ฝ่ายที่อาวุโสน้อยกว่าก็นั่งบนพื้น ถ้าเป็น generation เดียวกัน ทั้งสองฝ่ายก็จะยืน (จุดนี้ซาอึ้มไม่เห็นด้วย ซาอึ้มบอกว่า ต้องมีนั่งบนตั่งกับนั่งบนพื้นในทุกกรณี)
- ฝ่ายที่อาวุโสมากกว่า ต้องให้อั่งเปาฝ่ายที่อาวุโสน้อยกว่า
- ถ้าฝ่ายคู่บ่าวสาวขั่งแต๊ให้ฝ่ายอาวุโสมากกว่าแล้วคนละ generation คู่บ่าวสาวต้องมอบผ้าไหว้ให้ด้วย

"น้องตั้มกับน้องเอี่ยมครับ" เจ้อ้อเรียก เข้าไปรับถาดจากเจ้ออย ตกลงกันแล้วว่าให้เฮียตั้มกล่าวอวยพร เอี่ยมใช้สมองเท่าที่มีคิดมุกสดแสนรู้ขึ้นทันควัน
"ขั่งแต๊...ให้อาเจ้แอนกับอานึ้งตั้มครับ" เอี่ยมก็ว่าไปอย่างนั้น ตอนยกถาดน้ำชาให้ ได้ผล! เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากญาติเจ้าบ่าวได้อย่างดี รวมทั้งแอบเรียกรอยยิ้มที่มุมปากจากเจ้าบ่าว(ชึ่งต่อไปนี้ขอเรียกว่า อานึ้งตั้ม) ได้ด้วย เฮียตั้มกล่าวอวยพร รับอั่งเปาอีกคนละซอง เรียบร้อย...ถอยกลับออกมา ยกถาดอี๊ให้ญาติผู้ใหญ่เล็กน้อย อี๊ในที่นี้ไม่ใช่พี่สาวหรือน้องสาวของแม่ แต่เป็นขนมหวานคล้ายบัวลอยที่กินในงานมงคล หมดหน้าที่ก็กลับห้องนั่งเล่น

นั่งดูทีวีรอพีธีเสร็จ มองจากห้องนั่งเล่นเห็นเจ้แอนกับนึ้งตั้มไหว้เจ้าอยู่

พิธีที่บ้านเจ้าสาวเสร็จ ได้ฤกษ์เคลื่อนขบวน ออกไปสังเกตการณ์หน้าบ้าน มีรถเบนซ์มารับเจ้าบ่าวเจ้าสาว น้องชายอานึ้งเป็นคนขับ อีกสองคนที่ขาดไม่ได้คือคนถือเซฟและคนถือตะเกียง หน้าที่คนถือตะเกียงใช้น้องชายของเจ้าสาว แน่นอนว่าเป็นเฮียออฟ หน้าที่คนถือเซฟใช้ญาติผู้ใหญ่ที่ไม่อาวุโสมาก นั่นคือป่าป๊า - โซ้ยเจ็กของเจ้แอน คนถือตะเกียงนั่งหน้า คนถือเซฟนั่งหลังข้างเจ้าสาว งานนี้อาหยี่แปะกับอาหยี่อึ้มไม่ไปด้วย (ตามประเพณี พ่อกับแม่จะไม่ตามไปส่งลูกสาว)

ฝนเริ่มตก รถของเจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังจะออก แต่ดูเหมือนเจ้อ้อจะยังได้ซองอั่งเปาไม่จุใจ ได้ยินแว่วๆว่า "มีเท่าไหร่เอามาให้หมด" "เจ็ดร้อยเองเหรอ เอามาอีก ไม่ให้ไม่ต้องไป" และเห็นคนบอกให้เจ้อ้อเร็วเข้า เพราะฝนลงเม็ดใหญ่แล้ว ภาวนาว่าพี่สาวของแฟนผมคงไม่โหดร้ายอย่างนี้นะครับ

ก่อนขึ้นรถต้องทำหน้าที่อีก นั่นคือกางร่มส่งญาติๆขึ้นรถให้ครบ ก่อนพับร่มเก็บแล้วพาร่างที่เปียกพอสมควร (เพราะมัวแต่กางร่มให้คนอื่น) ขึ้นรถเจ้ออย เจ้โอ๋เป็นคนขับ เอี่ยมนั่งหน้า เจ้ออยกับน้องหมาสองตัวนั่งหลัง (คุ้นๆว่ามีตัวหนึ่งชื่อ ฮะจิ ที่แปลว่า แปด) ขบวนเคลื่อนตอนตีหนึ่งกว่า มีรถตำรวจทางหลวงนำหน้าและปิดท้าย มุ่งสู่บ้านอานึ้งที่ขอนแก่น ห่างออกไป 115 กิโลเมตร

กำลังจะผ่านห้าแยกใหญ่ มองออกไปที่ริมถนน เห็นพี่ช่างภาพแบกกล้องวิดีโอถ่ายภาพขบวนรถเจ้าสาว อืมม...คารวะทีมช่างภาพทีมนี้จริงๆ

เข้าสู่ถนนมิตรภาพ เพลงของ ดงบังชินกิ ศิลปินโปรดของเจ้ออย ลอยเข้าหูตลอดเวลา รถทุกคันในขบวนต้องเปิดไฟฉุกเฉินตลอดเวลา เวลามองจากเนินเขาได้ภาพที่งดงามมาก ฝนตกเป็นหลินฮุ่ย เบาบ้างหนักบ้าง เจ้ออยบอกว่าถึงขอนแก่นจะเอาน้องหมาไปไว้ที่บ้าน เอ...เจ้ออยมีบ้านอยู่ที่ขอนแก่นด้วยเหรอ?

มองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนมิตรภาพไม่มีไฟทางหลวง ทั้งหมดที่เห็นมีเพียงไฟหน้ารถแต่ละคันเท่านั้น เจ้โอ๋มีปัญหากับที่ปัดน้ำฝนเล็กน้อย เผลอไปเปิดไฟเลี้ยวแทนด้วยความเคยชิน เนื่องจากรถเจ้ออยเป็นรถยุโรป ตำแหน่งคันที่ปัดน้ำฝนจะต่างกับของรถญี่ปุ่น

รู้สึกว่าตัวเองเหมือน ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ใน MV เพลง กำลังเดินทางอยู่ เพียงแต่ตอนนี้เดินทางอยู่ด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 kmph เพื่อไปให้ถึงบ้านอานึ้งทันฤกษ์ - ตีสามครึ่ง

หนาว เหงา เหม่อ...

ตื่นจากภวังค์เมื่อเจ้โอ๋เบรคกะทันหัน เกือบชนรถคันหน้า คลื่นน้ำมหาศาลจากถนนที่น้ำท่วมเจิ่งนองซัดเข้าใต้ท้องรถ ขับไปได้อีกสักพัก เครื่องดับแน่นิ่ง เข็นรถเข้าข้างทาง เปิดกระโปรงหน้าดู รับหน้าที่กางร่มอีกครั้ง พี่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าไดสตาร์ทน่าจะโดนน้ำ ต้องรอให้แห้งเอง ต้องทิ้งรถไว้แล้วค่อยมาเอาทีหลัง เงยหน้าจากกระโปรงรถ พบว่าขบวนไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ เจ้โอ๋โทรบอกให้เจ้อ้อขับรถย้อนกลับมารับ ไม่เกินอึดใจก็มา เจ้โอ๋กับเอี่ยมขึ้นไปเบียดกันเล็กน้อย เจ้ออยไปรถอีกคันหนึ่งเพราะต้องเอาน้องหมาไปไว้ที่บ้าน คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่า บ้าน หมายถึง หอในของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่เจ้ออยเรียนและพักอยู่

ประหลาดใจที่หอใน มข.อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ ที่ประหลาดใจกว่านั้นคือ เจ้ออยเรียกหอใน มข.ว่า "บ้าน" อืมม...ความรู้สึกคงเหมือนกับที่เอี่ยมเรียก MWIT ว่าบ้านนั่นแหละ

ถึงแม้จะมีปัญหาเล็กน้อยระหว่างทางแต่ก็ถึงบ้านอานึ้งทันฤกษ์พอดี (เป็นหลักฐานว่าเจ้อ้อเหยียบหนักว่าเจ้โอ๋อีกแฮะ) ลงจากรถเข้าบ้านอานึ้ง ซึ่งเป็นร้านขายอุปกรณ์โรงงาน แอบมองหน้ากากกันแก๊สเล็กน้อย

ตอนลงจากรถเฮียตั้มแบกกระเป๋าสีแดงใบใหญ่ของอานึ้งเข้าบ้านมา สักพักนึงผู้ใหญ่ของอานึ้งถามหาคนยกกระเป๋าใบนั้น แล้วก็มอบอั่งเปาให้ทันที โอ้วเย่...ใจป้ำจริงๆแฮะ ต่อไปเอี่ยมจะไม่พลาดแน่นอน

ต่อไปเป็นพิธีจัดของเข้าห้องนอน พาหม่าม้าเดินขึ้นห้องนอนบนชั้น 4 ทำงานอีกเล็กน้อย แล้วลงมารอกับเฮียตั้มและเฮียออฟ มีคนยกกาแฟ อี๊ กับน้ำมาให้ กินพอเป็นพิธี

เมื่อญาติผู้ใหญ่เสร็จพิธีลงมา พิธีส่งเจ้าสาวก็เสร็จเรียบร้อย ญาติฝ่ายเจ้าสาวก็ยกขบวนไปพักผ่อนที่โรงแรมโฆษะ
"check in ตอนตีห้าครึ่งเนี่ยนะ" ถามป่าป๊า
"อ๋อ ฝ่ายเจ้าบ่าวจัดการให้เรียบร้อยแล้ว จองไว้เป็นพิเศษเลย 60 ห้อง"

ถึงหน้าประตูห้อง 406 มีปัญหากับการใช้ key card เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เข้าห้องได้ ภายใน 20 นาที ป่าป๊ากับหม่าม้าก็หลับเรียบร้อย

เป็นเวลาหกโมงเช้า พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ออกไปเดินเล่นตัวเมืองขอนแก่น ตั้งใจว่าจะหาอาหารเช้ากิน พบว่าทุกบ้านยังปิดประตูเหล็กอยู่ ถนนหกเลนไม่มีรถแม้แต่คันเดียวในยามเช้าเป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในกรุงเทพ จำใจเดินกลับเข้าโรงแรม...กินข้าวเช้าของโรงแรมก็ได้วะ

เดินเข้าถึง lobby ที่ว่างเปล่า อาหารเช้าวางเต็มโต๊ะ เดินเข้าไปตักกินตามใจชอบ

นึกถึงสี่ครั้งล่าสุดที่กินอาหารเช้าแบบนี้ คือที่โรงแรม Alexander ตอน ม.5กับม.6 ภารกิจคือการไปสอบโอลิมปิก สสวท.คอมพิวเตอร์รอบสองสองปีซ้อน ความทรงจำสมัยอยู่ MWIT นึกถึงทีไรก็รู้สึกอบอุ่นเสมอ

อาหารเหมือนๆกัน...

ครั้งนั้นนั่งกินอย่างเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ตื่นเต้นเล็กน้อยกับบททดสอบที่กำลังจะมาถึง

ครั้งนี้เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ พบว่าตัวเองนั่งอยู่คนเดียวใน lobby ไม่มีพนักงานโรงแรมซักคน แขกในโรงแรมคนอื่นๆก็ไม่มี

นี่เราอยู่คนเดียวมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

ห้านาที สิบนาที สิบวัน สามเดือน สามปี หรือนานกว่านั้น?

อาเจ้กับอานึ้งเคยเหงาอย่างนี้มาก่อนไหม? รักแรกของอาเจ้กับอานึ้งเกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน? อาเจ้กับอานึ้งพบรักกันได้ยังไงนะ? ใช่รักแท้ๆรึเปล่า? ถ้าใช่ อาเจ้กับอานึ้งรู้ได้ยังไง? ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไม?...

อาเจ้กำลังจะแต่งงาน แต่เราก็เหงาๆอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร

จู่ๆเสียงเพลง ใคร ของ บอย โกสิยพงศ์ ก็แว่วขึ้นในหัว ซ้อนด้วยเพลง Soulmate ของ Playground ประสานด้วยเพลง เหงา ของ Peacemaker (แต่ไม่ยักจะมีเพลง I need somebody)

ควบคุมต่อมน้ำตาไว้ได้ไม่ยาก

พลันฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เพื่อนสนิท ก็แวบเข้ามาในหัว เสียงชัดเจน แต่ภาพพร่าเลือน

--

เอี่ยมนั่งใช้cutterเหลาดินสออยู่ มีดอกทานตะวันนั่งอยู่ข้างๆ
"แก" ดอกทานตะวันเอ่ย
"หือ" เอี่ยมตอบ
"แกว่าโก้คิดกับชั้นแบบแฟนป่าววะ?"
เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะสั้นๆ คงหมายถึงดวงอาทิตย์ดวงนั้นสินะ
"ชั้นล่ะอยู่ปีสี่แล้วนะเว่ย ยังไม่มีแฟนเลยอะ แล้วถ้าเกิดขึ้นปีห้ายังไม่มีแฟนอีกนะเว่ย ตอนโดนลดครึ่งราคาแบบไอ้ที่ฟุเหยินบอกแน่เลยอ้ะ"
ใครคือฟุเหยิน?
เอี่ยมเงยหน้าขึ้นมา ยังไม่ละมือจากการเหลาดินสอ
"แล้วไงวะ มันไม่เห็นจำเป็นเลยอะ ตั้งแต่เกิดมาชั้นก็ยังไม่มีแฟน ก็อยู่ได้ ไม่ตายอะ"
"หูย อย่างแกนะ ถ้าแกได้เปิดตัวเองนะเว่ย ให้คนอื่นน่ะรู้จักตัวแกจริงๆนะ รับรอง เค้าต้องชอบแกแน่ๆ"
มือของเอี่ยมหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาดอกทานตะวัน บทสนทนาหยุดเป็นช่วงสั้น...แต่เนิ่นนาน
"อะไร?" ดอกทานตะวันเอ่ยถาม
"เปล่า" เอี่ยมหันกลับไปเหลาดินสอ ดูเหมือนดอกทานตะวันจะไม่เข้าใจอาการของเอี่ยม
แล้วทั้งคู่ก็ตกอยู่ในห้วงเงียบอีกเนิ่นนาน...

แล้วไงวะ...มันไม่เห็นจำเป็นเลยอะ...ตั้งแต่เกิดมาชั้นก็ยังไม่มีแฟน...ก็อยู่ได้...ไม่ตายอะ

--

ตื่นขึ้นมาตอนบ่ายโมง ในห้อง 406 หลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ลงลิฟต์ถึงชั้น 1 ประตูลิฟต์เปิด เผชิญหน้ากับเฮียออฟทันที เฮียออฟชวนไปหาข้าวกินที่ตึกคอม ตั้งอยู่หน้าโรงแรมโฆษะนั่นแหละ ดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมวัยรุ่นและวัตถุนิยมของเมืองขอนแก่น มองภายนอกเหมือนเอสพลานาด เข้าไปข้างในเหมือนพันธุ์ทิพย์ผสมมาบุญครอง ตรงลาน event มีขายคอมพิวเตอร์จริงๆแฮะ ราคาไม่ต่างกับที่กทม.มากนัก เลือกร้านที่จะกินอยู่นาน สุดท้ายเข้าร้านฮะจิบังราเมน(อืมม มากินราเมนถึงขอนแก่นเลยแฮะ) มั่นใจว่าเฮียออฟเลี้ยงแน่นอน เลยสั่งกินชุดเดียว(ปกติต้องเก็บตังค์สามวัน เพื่อกินฮะจิบังมื้อเดียวแบบเอาอิ่ม) ระหว่างกินเฮียออฟโทรหาเพื่อนใน มข. เพื่อขอยืมกรรไกรตัดเล็บ "แล้วจะให้เพื่อนเฮียถ่อเอามาให้เนี่ยนะ" คิดในใจแต่ไม่ได้ถาม กินกำลังจะเสร็จก็เห็นประกายในดวงตาเฮียออฟ หันกลับไป - อาเจ็กกัมพล(หรือกำพล? - ผมเคยแต่เรียกชื่อ ไม่เคยถามวิธีการสะกดแฮะ ขอโทษด้วยครับ) กับอาซิ่มเดินเข้าร้านมา เมื่ออาเจ็กกับอาซิ่มสั่งอาหารเสร็จ เฮียออฟเดินเข้าไปเจรจากับอาเจ็กเล็กน้อย  ยืนสำรวมอยู่ห่างๆ ไม่ได้ยินบทสนทนาชัดเจนนัก สุดท้ายอาเจ็กรับใบเสร็จโต๊ะเราไปเฉยเลย ขอบคุณอาเจ็กกับอาซิ่มพร้อมกับเฮียออฟแล้วออกจากร้านมาทันที เดินตามเฮียออฟไปซื้อของ (ก่อนหน้านั้นเฮียออฟแวะหาหยี่แปะที่ร้าน MK ว่าด้วยปัญหาสภาพคล่อง) ได้เข็มขัด 1 เส้น กับแปรงสีฟัน OD 1 อัน(ลักษณนามของแปรงสีฟันคืออะไรวะครับ? นึกขึ้นได้ว่าที่ลืมก็เพราะว่า ในภาษาอังกฤษไม่มีลักษณนามนี่หว่า) เดินกลับโรงแรมพร้อมเฮียออฟไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมไปกั๊กฮุง ซึ่งจัดที่โรงแรมโซฟิเทลที่อยู่ใกล้ๆกัน

กลับขึ้นห้อง เข้าห้องน้ำอาบน้ำ มีปัญหากับก๊อกน้ำของโรงแรมอีกแล้ว ถึงขนาดต้องปีนอ่างอาบน้ำหลบน้ำเดือด(ยืนยันว่าเดือด เพราะมันระเหยเป็นไอขึ้นมาเหมือนเวลาต้มมาม่ากินที่บ้าน) แล้วก๊อกไหนมันอ่างอาบน้ำ ก๊อกไหนมันฝักบัววะเนี่ย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำสงครามกับห้องน้ำโรงแรม แต่ด้วยทักษะการเอาชีวิตรอดที่ฝึกปรือมาจาก MWIT และเขาชนไก่ ทำให้รอดออกมาได้อย่างปลอดภัย

เบลเซอร์ MWIT ออกโรงอีกครั้ง แต่งตัวเสร็จลงไปที่หน้าโรงแรม ตั้งใจว่าจะเดินไป แต่ป่าป๊าบ่นว่าอากาศร้อนและควันพิษเยอะ จึงต้องใช้บริการรถกอล์ฟของโรงแรม อาซี้แปะ อาซาอึ้ม ป่าป๊าและหม่าม้านั่งในรถ เอี่ยมนั่งเบาะหลัง(ที่หันออกท้ายรถ)กับเฮียตั้ม กะว่าจะได้นั่งสบายๆแต่ปรากฏว่าผิดถนัด! ปัจจัยสามอย่างที่ทำให้ชีวิตมีปัญหาได้แก่ หนึ่ง เบาะที่ลาดเอียงทำมุมก้มประมาณ 20 องศาที่พยายามจะเทเอี่ยมกับเฮียตั้มออกนอกรถตลอดทาง สอง การจราจรหน้าโรงแรมที่ติดขัด และสาม ความเร่งและความหน่วงที่สูงมากๆของรถกอล์ฟในจังหวะออกตัวและจังหวะเบรคกะทันหัน(ถึงแม้ความเร็วจะต่ำก็เถอะ) รวมกันแล้วทำให้การเดินทางสั้นๆครั้งนี้ครึกครื้นพอๆกับการนั่งรถเมล์สาย 8 กลับบ้านตอนสี่ทุ่ม(จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิถึงซอยลาดพร้าว 48 ใช้เวลาเพียง 10 นาที ท่องคาถาชินบัญชรไม่เป็น เลยอาศัยท่องตารางธาตุแทน) ถึงโรงแรมโซฟิเทลซะที ป่าป๊ายิ้มสบาย เอี่ยมไม่ถึงกับหัวใจวาย แค่เหงื่อตก

ขึ้นไปห้อง 601 ซึ่งเป็นห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าวเจ้าสาว นั่งรอเจ้แอนแต่งตัว ให้สัมภาษณ์กับกล้องวิดีโอของเจ้อ้อสองสามคำถาม ได้เวลาก็เดินไปส่งเจ้แอน ชุดเจ้าสาวดูทำให้เจ้แอนมีปัญหาในการเดินเล็กน้อย ต้องเดินเตะขาไปข้างหน้าทุกก้าว แล้วก็ถึง Grand Ballroom

วันนี้ได้นั่งโต๊ะตรงกลางติดขอบเวที เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งโต๊ะตัวนี้ในงานแต่งงาน (ก็เป็นน้องของเจ้าสาวครั้งแรกในชีวิตเหมือนกันนี่นา) อาหารเป็นแบบบุฟเฟต์ แต่เพราะเป็นโต๊ะหน้าเลยมีพนักงานโรงแรมยกมาเสิร์ฟ บริกรเสิร์ฟเครื่องดื่ม 4 อย่างได้แก่ วิสกี้ น้ำดำ น้ำส้ม น้ำเปล่า พึงพอใจกับเรื่องนี้อย่างมากครับ เนื่องจากกระผมนิยมดื่มน้ำเปล่า

งานแต่งงาน 5 งานและงานสังสรรค์เปิดบริษัท 1 งานที่ไปร่วมก่อนหน้านี้ บริกรจะเสิร์ฟเครื่องดื่มสามอย่าง(เหมือนกันทุกงานโดยไม่อาจทราบได้ว่านัดหมายกันรึเปล่า)ได้แก่ วิสกี้ น้ำดำ และน้ำส้ม เวลาเอ่ยปากสั่งน้ำเปล่า บริกรจะทำหน้าเหมือนเหมือนกับสั่งแก๊สโซฮอล์ และหายไปไม่ต่ำกว่า 2 นาที ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่า ทำไมโรงแรมส่วนใหญ่ถึงไม่บริการน้ำเปล่าให้แขกในงาน

อาหารในงานไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่เข้าขั้นอร่อยมาก ห้วงเวลานี้มีความทรงจำไม่ชัดเจน จำได้เป็นภาพๆว่า เจ้าบ่าวเจ้าสาวเดินเข้างาน ขึ้นเวที กล่าวคำขอบคุณแก่แขก ผู้ใหญ่สองคนอวยพร ดื่มให้อาเจ้กับอานึ้ง เจ้แอนโยนช่อดอกไม้ เจ้อ้อรับได้ อาหารอร่อย ไม่มีหญิงให้เหล่...

ออกจากงานประมาณสามทุ่ม ร่วมถ่ายภาพกับครอบครัวอีกเล็กน้อย สวัสดีลาญาติผู้ใหญ่และพี่น้อง ต้องออกเดินทางอีกครั้ง...

เฮียออฟขับรถไปส่งที่ท่ารถ ถึงท่ารถ ถอดเบลเซอร์เก็บใส่กระเป๋า มองหารถทัวร์กลับกรุงเทพ ได้สมบัติทัวร์ ที่นั่งละ 329 บาท รถออกสี่ทุ่มครึ่ง จุดหมายห่างออกไป 449 กิโลเมตร

จุดหมายชัดเจน แต่ระหว่างทางไม่อาจคาดเดาได้...

ตื่นขึ้นมาตีหนึ่งครึ่งเมื่อรถแวะจอดที่โคราช นอนไม่หลับอีกเลยตลอดทาง มองออกไปนอกหน้าต่าง บนถนนมีแต่รถทัวร์กับรถบรรทุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สังเกตเมื่อ 24 ชั่วโมงที่แล้ว ระหว่างทางขากลับ สองข้างทางเต็มไปด้วยสถานที่ให้ระลึกความหลัง
ประตูค่ายลูกเสือ ที่เคยมาเข้าค่ายตอน ม.ต้น
ประตูฟาร์มโชคชัย ที่เคยแวะตอนขากลับจากค่ายภาษาอังกฤษ AYC
จุด "สระบุรีเลี้ยวขวา" ที่จะตื่นทุกครั้งเวลาผ่าน เนื่องจากเป็นจุดที่รถทุกคันต้องเลี้ยวอย่างจริงจัง หลังจากวิ่งตรงมาตลอดทาง
โรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ที่เคยมาแข่งครอสเวิร์ดรุ่นมัธยมศึกษาตอน ม.2 ในฐานะตัวแทนจากกรุงเทพ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ที่เคยตั้งใจว่าจะเรียน(พร้อมทุนเต็ม)
เทพีเสรีภาพ ไม่มีโว้ย!

ถึงหมอชิตตอนตีห้าครึ่ง พร้อมกับ VCD karaoke พี สะเดิด ชุด3 จบพอดี

แบกกระเป๋าขึ้น taxi ถึงบ้านหกโมงเช้า โซ้ยอี๊เปิดประตูรับเข้าบ้าน

คงต้องออกเดินทางอีกครั้งก่อน 7 โมงเช้า วิชา Digital Lab รออยู่ข้างหน้า ห่างออกไป 25 กิโลเมตร...


***ศัพท์เทคนิค

กั๊กฮุง :: พิธีแต่งงาน
เขียะเตี่ย :: พิธีหมั้น
ขั่งแต๊ :: พิธียกน้ำชา เพื่อแสดงการคารวะและอวยพรคู่บ่าวสาว (สำหรับญาติพี่น้อง)
เชงเม้ง :: พิธีไหว้บรรพบุรุษ ณ ฮวงซุ้ย(หลุมศพ)

ป่าป๊า :: พ่อ
หม่าม้า :: แม่
แปะ :: พี่ชายของพ่อ
อึ้ม :: พี่สะใภ้ของพ่อ
เจ็ก :: น้องชายของพ่อ
ซิ่ม :: น้องสะใภ้ของพ่อ
อี๊ :: พี่สาวหรือน้องสาวของแม่
เจ้ :: พี่สาว
เฮีย :: พี่ชาย
นึ้ง :: พี่เขย

อา- :: คำนำหน้า แปลว่า คุณ
ตั่ว - :: คำนำหน้า แปลว่า คนโต เช่น ตั่วแปะ แปลว่า แปะคนโต
หยี่- :: คำนำหน้า แปลว่า คนที่สอง เช่น หยี่อึ้ม แปลว่า อึ้มคนที่สอง
ซา- :: คำนำหน้า แปลว่า คนที่สาม เช่น ซาอึ้ม แปลว่า อึ้มคนที่สาม
ซี้- :: คำนำหน้า แปลว่า คนที่สี่ เช่น ซี้แปะ แปลว่า แปะคนที่สี่
โซ้ย - :: คำนำหน้า แปลว่า คนเล็ก เช่น โซ้ยเจ็ก แปลว่า เจ็กคนเล็ก
เหล่า- :: คำนำหน้า แปลว่า "แก่" ใช้ในความหมายว่า ของพ่อหรือของแม่ เช่น เหล่าเจ็ก แปลว่า เจ็กของพ่อหรือของแม่

โอ่วนี้แปะก้วย :: ของหวานของจีน เป็นเผือกกวนรสหวานกับแปะก้วย บ้างก็มีพุทราจีนเชื่อมด้วย รับประทานร้อนๆ
หลินฮุ่ย :: หนึ่งในแพนด้าทูตสันถวไมตรีจากประเทศจีน คู่กับช่วงช่วง

อาวาหมงคล :: "การพาหญิงมาอยู่ที่บ้านของตน" หมายถึงการแต่งงานแบบหนึ่งที่ฝ่ายชายจะนำหญิงที่ตนแต่งงานด้วยมาอยู่ที่บ้านตน <พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒>

systolic pressure :: ความดันเลือดสูงสุด
diastolic pressure :: ความดันเลือดต่ำสุด
เบลเซอร์ (blazer):: เสื้อนอกที่เป็นเครื่องแบบและมีตราของสถาบัน
croquette :: อาหารจำพวกมันฝรั่งหรือปลา ปั้นเป็นก้อนเล็กๆชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด
MWIT :: โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนวิทยาศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย
stack :: โครงสร้างข้อมูลแบบเข้าทีหลังออกก่อน
...

6月18日

กระเพาะปลาใส่เส้นหมี่หรือไม่!?

เป็นประเด็นร้อนแรงแบบดอกไม้ไฟขึ้นมาในเว็บรุ่น 13 ว่า กระเพาะปลาใส่เส้นหมี่หรือไม่!?
 
เนื่องจากช่วงนี้กำลังว่าง(เนื่องจากยังไม่เปิดเทอม) ประกอบกับเลือดนักวิทยาศาสตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในตัว(ซึ่งบางคนบอกว่า น่าจะเป็นเลือดวิศวกรได้แล้ว - แต่ขอโทษครับ เอี่ยมยังทำใจไม่ได้) ก็เลยจัดการหาคำตอบมาไขข้อข้องใจนี้ให้เพื่อนๆในทันที
 
เริ่มจากเพื่อนๆก่อนเลย นักศึกษาแพทย์รามาคนหนึ่งบอกว่า กระเพาะปลาจะใส่เส้นหมี่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าตอนปลาเจ้าของกระเพาะ(ซึ่งจริงๆแล้วคือถุงลม)ยังมีชีวิตอยู่กินเส้นหมี่หรือไม่ เอ่อ...ไว้ไม่สบายจะไปรักษาที่รามาดีไหมเนี่ย โรงพยาบาลใกล้บ้านน่ะ
 
บางคนก็บอกสั้นๆว่าแล้วแต่ร้าน บ้างก็บอกว่าแล้วแต่สั่ง บ้างก็บอกว่ากินกระเพาะปลาโว้ย ไม่ได้กินก๋วยเตี๋ยว จะใส่เส้นหมี่มาหาพระแสงปืนต้นเก้าคืบข้ามแม่น้ำสะโตงเรอะ เสียเส้นทั้งคนกินคนขาย บ้างก็บอกว่า เวลาสั่งกระเพาะปลา เขาก็ไม่ได้ใส่แต่กระเพาะปลาอยู่แล้วนี่หว่า เขาใส่ถุงบ้าง ใส่ชามบ้างอยู่แล้ว จะใส่เส้นหมี่เพิ่มมาก็ไม่เสียหาย เอ่อ...ขอตัวไปหาคำตอบต่อนะครับ
 
บางคนก็บอกว่า อย่าให้เป็นหนังหมูก็พอ ที่เหลือจะใส่เส้นใหญ่เส้นเล็กไม่สนใจ ปกติกินแต่กระเพาะปลา หน่อไม้ ไก่ เลือดเททิ้งตลอดอยู่แล้ว อืมม...ไม่เคยเห็นกระเพาะปลาใส่เส้นใหญ่แฮะ
 
ในที่สุด กระผมก็ได้พบกับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ - ผู้รู้ท่านนี้เป็นอาซิ่มของตั้ม มือกีต้าร์วง Some Sickness อันเลื่องชื่อจากคอนเสิร์ตโคตรอินดี้นั่นเอง ท่านได้ให้ข้อมูลอันเป็นความรู้แก่กระผมดังนี้
 
**ขอรับประกันด้วยความรักที่มีต่อเจ้าหญิง ดอกทานตะวัน และดุจดาวเลยว่า ข้อมูลที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นความจริงที่หากจะผิดเพี้ยนก็ผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อยโดยสุจริตอันเนื่องมาจากการกร่อนของความทรงจำ เอี่ยมไม่ได้ "โม้" แต่ประการใดจริงๆนะ ดุจดาวครับ...คุณก็รู้ว่าผมไม่โกหก
 
อันจะบรรลุได้ว่ากระเพาะปลาใส่เส้นหมี่หรือไม่นั้น คงต้องย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาข้ามผ่านกึ่งพุทธกาล
 
จะขอกล่าวถึงอาหาร 2 ชนิดในช่วงเวลานั้น นั่นคือกระเพาะปลา(ซึ่งต้องกล่าวถึงอย่างแน่นอนอยู่แล้ว) และก๋วยเตี๋ยวหลอด(เกี่ยวกันยังไง? - เกี่ยวกันแน่นอนครับ เดี๋ยวจะไขข้อข้องใจให้ อดทนนิดนึงนะ)
 
จะกล่าวถึงกระเพาะปลาก่อน
 
ในสมัยนั้นกระเพาะปลาจัดเป็นของแพง หารับประทานได้ไม่ทั่วไปนัก ถ้าไม่ใช่คนจีนขายตามหาบเร่ (มักเป็นอาแปะหาบกระเพาะปลาขาย)หรือร้านห้องแถวของคนจีนแล้ว ก็ต้องหาทานในเหลาราคาแพงๆเลย คนที่จะกินกระเพาะปลานั้น ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม จะต้องเป็นคนที่ตั้งใจจะรับประทานจริงๆ และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ - เด็กๆไม่มีเงินซื้อกินหรอก
 
กระเพาะปลาในสมัยนั้นจะมีส่วนประกอบหลักๆคือ กระเพาะปลาและเลือดหมูในน้ำข้นๆ ใส่ชามขนาดชามก๋วยเตี๋ยวเรือ (ชามก๋วยเตี๋ยวเรือที่เรากินได้หลายๆชาม)ราคาชามละ 1 บาท บางร้านก็มีให้สั่งพิเศษก็คือจะเพิ่มปริมาณและมีใส่เนื้อไก่ให้ ราคาชามละ 6 สลึง (1.50 บาท) ซึ่งถือว่าราคาสูงใช่เล่น เพราะ 1 บาทซื้อก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ๆที่คนหิวจัดๆกินอิ่มได้สบายๆ
 
ครามนี้จะมากล่าวถึงก๋วยเตี๋ยวหลอดบ้าง
 
หลายๆคนคงรู้อยู่แล้วก๋วยเตี๋ยวหลอดก็ต้องใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดปรุงโดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่าใช้เส้นใหญ่หรือเส้นก๋วยจั้บแทนได้ เนื่องจากในเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดจะมีกุ้งแห้งซึ่งจะใส่ลงในแป้งสดก่อนนึ่ง (ส่วนใครอยากทราบวิธีการทำเส้นก๋วยเตี๋ยวก็ขอเป็นหลังไมค์นะครับ)
 
ก๋วยเตี๋ยวหลอดสมัยนั้นจะไม่ได้หน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวหลอดในปัจจุบัน(ที่เรียกกันว่าก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่อง)ก๋วยเตี๋ยวหลอดสมัยนั้นจะปรุงโดยประกอบด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดและถั่วงอก (ยังไม่มีเต้าหู้นะ) ส่วนรสชาติก็ใช้พริก น้ำส้มและซีอิ๊ว ใส่มาในกระทงใบตองเล็กๆ ราคากระทงละ 1 สลึง (0.25 บาท) อ้อ...ลืมบอกไป ก๋วยเตี๋ยวหลอดที่ว่านี้จะขายตามรถเข็นโดยใส่ซึ้งมานะจ๊ะ
 
ต่อมาเมื่อประชาชนต้องการความหลากหลายทางรสชาติ รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวหลอดจึงเพิ่มเมนูขึ้นมา 1 อย่าง นั่นก็คือใช้ "เส้นหมี่" ใช่! เส้นหมี่นี่แหละ ใช้เส้นหมี่แทนเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอด ตอนนี้เราก็มีอาหารที่รสชาติเหมือนกันแต่มีเส้นให้เลือก 2 แบบแล้ว
 
เมื่อความต้องการของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด ตามที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ตามที่เดสคาร์ทกล่าวไว้ว่า ไอติ๊งค์,แดร์ฟอร์ไอแอม ฯลฯ รถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวหลอดคันเดิมที่มี 2 เมนูนี่แหละจึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มรสชาติอีกรสชาติ นั่นก็คือ "เส้นหมี่รสกระเพาะปลา"!!
 
เอาล่ะ อย่าเพิ่งตกใจ สงบสติอารมณ์แล้วตั้งใจอ่านนะครับ ตรงนี้ซับซ้อนซะหน่อย
 
เนื่องจากต้องการให้เด็กๆและผู้มีทุนทรัพย์น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวหลอดอยู่แล้ว ได้ลิ้มลองรสชาติของกระเพาะปลา ซึ่งเป็นของแพง (1 บาทเทียบกับ 1 สลึงน่ะครับพี่น้อง) เส้นหมี่รสกระเพาะปลาถึงถือกำเนิดขึ้น (น่าจะเป็นการจงใจเลียนแบบของแพงครับ)โดยเป็นเส้นหมี่ราดด้วย"หนังหมู"และ"เลือดหมู"ที่ปรุงรสเหมือน"กระเพาะปลา"นั่นแหละ ที่เลือกใช้หนังหมูแทนกระเพาะปลาก็เพราะถูกกว่าและมีรสชาติที่พอให้ความรู้สึกกันได้ ใส่กระทงใบตองเช่นเคยและยึดมั่นขายราคา 1 สลึง เด็กๆก็เลยได้ลองชิมรสชาติของกระเพาะปลาก็คราวนี้แหละ และเมนูใหม่นี้ก็ได้รับความนิยมอย่างมากทีเดียว เพราะรสชาติของกระเพาะปลาจัดเป็นอะไรที่น่านิยมมาก กระเพาะปลาก็ไม่ใส่ใจหรอก ตั้งตาตั้งตาขายกระเพาะปลาแท้ต่อไป
 
แล้วเวลาก็เลยผ่าน อะไรๆก็แปรผันไป กระเพาะปลาก็อาจมีการเพิ่มเครื่องเข้ามาบ้าง เช่น หน่อไม้ เห็ดหอม ไข่นกกระทา แต่ศีรษะเด็ดเท้าขาดยังไง เขาก็ไม่ใส่เส้นหมี่เด็ดขาด!
 
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในชุมชนคนจีนนั่นเอง ดังนั้นเมื่อคนไทยที่ขาดความรู้ข้างต้นเริ่มทำกระเพาะปลาขาย (ซึ่งเป็นช่วงที่เลยผ่านกึ่งพุทธกาลมาแล้ว) จึงนำกระเพาะปลาของร้านกระเพาะปลากับเส้นหมี่รสกระเพาะปลาของรถเข็นมาผสมกันอย่างไม่ลงตัว จึงปรากฏดังในปัจจุบันว่ากระเพาะปลาบางร้านจะใส่เส้นหมี่ด้วยประการฉะนี้ ซึ่งเกิดข้อแตกต่างได้แน่นอนว่า กระเพาะปลาที่เป็นต้นตำรับตกทอดจากคนจีนแท้ๆจะไม่ใส่เส้นหมี่อย่างแน่นอน ร้านที่จะใส่เส้นหมี่ก็คือร้านของคนไทยบางร้านครับผม
 
ภารกิจไขข้อข้องใจให้เพื่อนๆก็ลุล่วงด้วยประการฉะนี้
 
อืมม...เอี่ยมทำไปแล้วจริงๆ...
 
15/6/2007
 
ปล. ตั้ม มือกีต้าร์วง Some Sickness เป็นลูกพี่ลูกน้องของผมเองครับ ผมมี CD Limited Edition อัลบั้มแรกที่ผลิตแค่ 100 แผ่นของวงนี้ด้วยนะ ใครอยากได้ก็บอกละกัน จะลองรื้อหาให้ครับผม
 
ปปล. เยี่ยมชมเว็บรุ่น 13 ได้ที่ www.mwit13.com เรื่องของเรื่องเริ่มมาจากนี่แหละ
6月8日

เท่าที่จำได้เกี่ยวกับงานไหว้ครูเมื่อวานนี้...

6 มิถุนายน
 
จากที่ทราบมานานแล้วว่า วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายนจะมีงานไหว้ครู จิตใจก็ไม่ค่อยอยู่กับการเรียนเท่าไหร่แล้ว
 
สัปดาห์ทั้งสัปดาห์นี้เรียนวิชา Introduction to Hacking ไปเรียนตอนสายๆ ออกมาตอนบ่ายสาม นั่ง taxi ไปในทันที จากมหาลัยออกหัวถนนพุทธบูชาสู่พระราม 2 เข้าวงแหวนรอบนอกสู่ถนนบรมราชชนนี ลงโรงพยายาลธนบุรี 2 หมดค่าtaxi ไป 190 บาท
 
จากนั้นต่อ 515 เข้าโรงเรียนเสียอีก 16 บาท (รวมเป็น 206 บาท) เข้าโรงเรียน รอจนอาจารย์ประชุมเสร็จตอนห้าโมงกว่าๆ check in ให้ตัวเองกะไอลี่ ได้นอนห้อง 08507 เป็นหอเดียวกะนอนตอน ม.4 แต่เป็นชั้น 5 เดินเล่นรอบๆโรงเรียน ดูน้องๆจัดพาน (เบียดเสียดกันเหลือเกิน)ค้นพบว่าน้องรุ่น 17 มี 240 คน ชาย 150 หญิง 90 (ถ้ารุ่น 13 เป็นอย่างนี้ อาจจะเฉาตายไปก่อน)ไอลี่มาถึงโรงเรียนกี่โมงจำไม่ได้แล้ว
 
หกโมงเย็น พาไอลี่ออกไปกินข้าวร้านการ์ตูน สั่งปลาผัดพริกไทยดำมากิน ไม่รู้ว่าเป็นปลาอะไร กินไปได้ครึ่งจาน นึกถึงข่าวที่คนกินปลาปักเป้าเข้าไปโดยไม่รู้ตัวแล้วตายคาโต๊ะ วางช้อนส้อมนั่งนิ่งเลย (ไอลี่คงไม่ทันสังเกต เพราะกะลังเริ่มกินจานที่สอง และเปรยๆว่าจะสั่งอีกจาน) คิดถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ อาจารย์ เจ้าหญิง ดอกทานตะวัน ดุจดาว จากนั้นก็รีบกินต่อจนหมด (ยังไงถ้าจะเป็นอะไร ก็ขอให้กินให้หมดจานละกัน)ไม่ยักเป็นอะไรแฮะ วันหลังจะไม่ซี้ซั้วสั่งปลากินอีกแล้ว
 
เข้าห้องสมุดกะไอลี่ไปนั่งอ่านหนังสือ เล่นคอม ทักทายน้องๆ เอาของให้หลานรหัส โทรศัพท์คุยกะน้องรหัสพอเป็นกระสาย ไปหาอ.นูญ อ.อ้อย และอ.อ๋อย เอาของที่ระลึกไปให้ครับผม
 
ไม่ได้เจอเหลนรหัส...
 
สามทุ่มครึ่งขึ้นหอไปรอไอลี่อาบน้ำ (ไอลี่เพิ่งกลับจากอเมริกา มันว่าต้องอาบน้ำวันละ 8 ครั้ง) สี่ทุ่มไปชั้นลอยหอชายใหม่ฝั่ง B ไปดูรุ่น 15 ประชุมน้องรุ่น 17 ประชุมเริ่ม สี่ทุ่ม 40 เสร็จเที่ยงคืนกว่าๆ
 
การประชุมสุดยอดมาก น้องเขาตั้งชื่อซะกิ๊บเก๋ว่า กิจกรรมรักโรงเรียน เป็นการประชุมเกือบมืด โดยน้องนั่งตรงกลาง จุดเทียนข้างหลัง พี่ๆยืนล้อมน้องผลัดๆกันพูด เนื้อหากินใจและคมคายมาก มีเปิด audio clip ให้น้องฟังอีกตะหาก
 
กลับหอไปอาบน้ำ ไปอาบที่ชั้น 4 ปีกที่นอนตอน ม.4 เข้านอนตี 1 สรุปคืนนี้มีรุ่น 13 มาแค่ 2 คน เพิ่งสังเกตว่าตู้เสื้อผ้าตู้หนึ่งในห้องนี้ เป็นตู้ที่ใช้ตอน ม.4 เพราะ คำว่า MWIT ที่ใช้ทองปิดไว้บนตู้ยังอยู่ ดีใจมากเพราะตามหาตู้นี้มานาน คิดถึงอย่างแรง
 
ล้มตัวลงนอน เหลือบไปเห็นบนหมอนเขียนว่า "โชติมา 4/9 รุ่น 13 04213" มีเรื่องให้รู้สึกอะไรบางอย่างอีกแล้ว (เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เกิดขึ้นหลายๆครั้งเวลากลับโรงเรียน)
 
7 มิถุนายน
 
ตื่น 6 โมงเช้า แต่งตัวลงหอมา 6 โมง 40 จะชวนไอลี่ไปกินข้าวมันไก่ แต่มันบอกว่าอยากกินในโรงเรียนมากกว่า นัยว่าจะระลึกความหลัง เด๋วนี้น้องๆตื่นสายกันเยอะ เลยได้นั่งกินสบายๆ รอจนงานไหว้ครูเริ่ม ขึ้นไปงานซึ่งจัดที่ศูนย์กีฬา
 
ปีนี้นักเรียนต้องนั่งพื้น สวมรอยเป็นตากล้องโดยเอากล้องไอลี่มาคล้องคอแล้วถ่ายไปเรื่อยๆ รุ่น 14 มากันอย่างล้นหลาม รุ่น 13 เท่าที่เห็นเข้าร่วมงานก้อกัน 3 คน ก้อคือปลาเพิ่มมาอีกคนนั่นเอง (ต้องกลับไปเรียนที่พญาไท 10 โมง มุทิตาจิตรุนแรงใช้ได้)
 
มีคนชมว่าแต่งตัวหล่อมากมายมหาศาล แต่ตอน ผอ.เดินเข้างานหลบแทบไม่ทัน งานนี้โดนข้อหาขโมยซีน ผอ. ไปเต็มๆ
 
เฉลยคือ ผมแต่งชุดพิธีการของโรงเรียนเต็มยศครับ ทั้งพิธีมีใส่เบรเซอร์ 2 คนคือ ผมกับ ผอ.นั่นเอง
 
ถ้าอยากรู้ว่าเอาเบรเซอร์มาจากไหน และทำไมต้องใส่เบรเซอร์ไปไหว้ครู ขอเป็นหลังไมค์ละกันครับ
 
งานเสร็จสิบโมงนิดๆ ต่อด้วยการตามล่าหาลื่อรหัส อ.อื๊ด และ อ.เดี่ยว รายหลังสุดล้มเหลว เพราะยังไม่กลับจากประเทศที่ไอลี่จากมา ระหว่างนั้นก็เจอเพื่อนๆมากมาย เช่น สน ต้น/4 อีฟ เอ็มม่า นพพล/9 ฯลฯ
 
เที่ยงครึ่งพบเพื่อนร่วมอุดมการณ์อันแรงกล้า - สนนั่นเอง ไปกินก๋วยเตี๋ยวแม่กัน (รู้จักร้านนี้จาก DVD Obbligato) ตั้งใจว่าจะกินร้านนี้หลายเดือนแล้ว นั่ง 124 เสีย 8 บาท (รวมเป็น 214 บาท)ไปลงหน้า ม.แล้วเดินเข้าไปกิน  รสชาติไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ  เพิ่งรู้สึกว่าตอนนี้เหงื่อตกกีบแล้ว เพราะยังใส่เบรเซอร์อยู่
 
กินเสร็จเกือบบ่ายสอง นั่ง taxi กลับมหาลัย ถึงบ่ายสองสี่สิบ ค่าtaxi 250 บาท (รวมเป็น 464 บาท)ได้เรียนพอเป็นกระสาย พี่ที่สอนไม่ให้เช็คชื่อ (ก็สมควรอยู่ ใจจริงไม่อยากมา แต่รับปากหม่อมแม่ไว้ว่า ต้องมาให้ถึง)
 
ออกจากมหาลัยสามโมงนิดๆ มีภารกิจต้องไปให้ถึงรามา - เอาของไปให้พี่รหัสนั่นเอง taxi อีกแล้วครับท่าน ค่าทางด่วน 40 บาท ค่ารถอีก 109 บาท (รวมเป็น 613 บาท) ได้คุยแค่ 5 นาที เพราะพี่เมย์ต้องไปซ้อมละครเวทีต่อ เจอเพื่อนๆที่รามามากมายอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ไหม ท็อป ปุ๊กปุ๋ย (คนนี้ไม่รู้ว่าวันนี้มีไหว้ครูที่โรงเรียน) หมิว แมว ฯลฯ
 
นั่ง ปอ.44 กลับบ้าน ค่ารถ 15 บาท (รวมค่ารถทั้งหมด 628 บาท)
 
นั่ง taxi 2 วันนี้เยอะกว่าปกติที่นั่งสามเดือนอีก เฮ้อ...
4月12日

Testing Blog...

Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
Testing Blog...
 
ใครเขา comment ตรงนี้กัน...เขา comment กันที่ blog...คนที่ comment ตรงนี้ไม่ได้รู้เรื่องเล้ย!
请稍候...
很抱歉,您输入的评论太长。请缩短您的评论。
您没有输入任何内容,请重试。
很抱歉,我们当前无法添加您的评论。请稍后重试。
若要添加评论,需要您的家长授予您相应权限。请求权限
您的家长禁用了评论功能。
很抱歉,我们当前无法删除您的评论。请稍后重试。
您已超过了一天之内允许提供的评论数上限。请在 24 小时后重试。
因为我们的系统表明您可能在向其他用户提供垃圾评论,您的帐户已禁用了评论功能。如果您认为我们错误地禁用了您的帐户,请联系 Windows Live 支持部门
完成下面的安全检查,您提供评论的过程才能完成。
您在安全检查中键入的字符必须与图片或音频中的字符一致。
* Mai *发表:
แหะๆ  หวัดดีฮับ
มาเม้นแระ
ไม่เห็นเหมือน hi5 เลย  ยากกว่าตั้งเยอะ
9 月 9 日
第 1 张,共 7 张
尚未添加列表。